วิธีหาคีเวิร์ดทำโฆษณา Google Ad แบบจัดเต็ม!

ในบทความที่แล้ว ผมได้พูดถึงการทำโฆษณาใน Gmail ไปครับ แต่ที่แน่ๆ ยังติดสัญญากับเพื่อนๆ ว่าจะทำบทความขึ้นมาแยกอีกตัวเพื่อจะเจาะจงเฉพาะการทำกลุ่มเป้าหมายล้วนๆ

เพราะว่าการทำกลุ่มเป้าหมายใน Google Ad นั้นมันไม่ใช่อะไรที่สามารถพิมพ์ 2–3 บรรทัดแล้วจบได้ครับ

ดังนั้นผมเลยอยากจะทำแยกขึ้นมาอีกที เพราะว่าจะได้ใส่รายละเอียดเข้าไปได้เยอะครับ ผมเองเขียนบทความ ผมต้องการให้มันออกมาดีและครอบคลุมที่สุด เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ที่อ่านตอนนี้ครับ

ในบทความนี้เราจะมาเจาะจงในการหากลุ่มเป้าหมายหลักๆ โดยการใช้ Google Keyword Planner นะครับ

ahref.com

ตัวนี้ที่เราจะมาใช้ทำ keywords กันนั้น มันจะใช้ได้กับการทำ keywords กับโฆษณาของ Google ทุกตัวครับ

ผมสาบานเลยว่าถ้าเพื่อนๆ อ่านแล้วทำตาม เพื่อนๆ ได้รับความรู้แน่นแน่นอนครับ เพราะว่าบทความที่ผมเขียนมาทั้งหมด ไม่เคยกั๊กครับ หลายๆ คน ผมแอบเห็นเอาเนื้อหาของผมไปทำคอร์สขายด้วยครับ 5555

แต่ไม่ว่ากันเพราะว่าผมทำให้ทุกคนอยู่แล้วครับ ใครจะมาอ่านก็ได้ ไม่ได้ปิดกั้นอยู่แล้วครับ

Google Keyword Planner มันคืออะไรหว่า?

อุปกรณ์ตัวนี้ของ Google จริงๆ แล้วเขาทำมาให้ Google Ad แหละครับ แต่ในส่วนใหญ่ที่ผมเห็น เขาจะใช้ทำ SEO กัน (การทำให้เพจขึ้นหน้า 1 ของ Google ครับ)

ในความคิดของผม ผมเห็นว่าถ้าเราจะทำโฆณาออกมาให้มันดีจริงๆ จะให้ Google มันแนะนำคีเวิร์ดให้เราอย่างเดียว มันคงจะไม่ได้ครับ

เพราะต้องเข้าใจนะครับว่า Google เขาจะแนะนำคีเวิร์ดกว้างๆ ให้กับเราและคีเวิร์ดยิ่งกว้าง ยิ่งจะมีคู่แข่งเยอะ ยิ่งได้ผลน้อยครับ

คีเวิร์ด Google Ad

เพราะต้องเข้าใจครับว่า Google ใช้ระบบการคำนวณค่าโฆษณาที่เรียกว่าระบบประมูลครับ นั้นก็หมายความว่ายิ่งมีคนแข่งเยอะ โฆษณายิ่งแพงครับ

ลองคิดดูนะครับว่าถ้ามีคนใช้คีเวิร์ดที่ Google แนะนำเยอะๆ จะเกิดอะไรขึ้นครับ? มันเกิดการแข่งขันในคีเวิร์ดนั้นๆ ถูกต้องไหมครับ?

ถ้าเกิดการแข่งขัน โฆษณาแพงขึ้น ใครเป็นคนซวยครับ? แน่นอนว่าไม่ใช่ Google แน่นอน เพราะ Google รับเงินเละครับ ยิ่งแพงยิ่งดี ถูกไหมครับ?

เพราะฉะนั้นระหว่างผมกับ Google เพื่อนๆ คิดว่าฟังใครดีครับ? ผมเองไม่ได้ส่วนแบ่งอะไรจาก Google เลยจากการเขียนบทความนี้ ถ้าเพื่อนๆทำโฆษณาไป

แต่ผมแค่อยากจะให้เพื่อนๆ ทำโฆษณาแล้วออกมาดี ได้ผลตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ครับ อย่างอื่นผมไม่ต้องการอะไรเลย

แล้วตัว Google Keyword Planner มันจะช่วยให้เราเข้าใจคีเวิร์ดในแต่ละตัวมากยิ่งขึ้นด้วยครับ ว่าแต่ละตัวมันมีคนใช้กี่ครั้งต่อเดือน

ahref.com

เห็นคำว่า Avg. monthly searches ไหมครับ นั่นคือตัวเลขเฉลี่ยของคนที่กดค้นหาคำๆ นี้ต่อเดือนครับและมันจะมีบอกว่าการแข่งขันในคำนั้นๆ มันมีมากน้อยแค่ไหน

และจะบอกไปถึงค่าของการประมูลที่สูงสุดและต่ำที่สุดด้วยครับ จะทำให้เราทำโฆษณาออกมาได้อย่างฉลาดมากขึ้นครับ

แต่มันจะไม่เหมือนกับ Facebook Audience Insights นะครับ เพราะว่าตัวนั้นมันจะบอกถึงข้อมูลของคนในคีเวิร์ดนั้นมากครับ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการทำวิจัยก่อนทำโฆษณาครับ

ในความคิดของผม ข้อมูลของ Facebook Audience Insights ไม่ค่อยจะเหมาะกับการเอามาปรับทำโฆษณาสักเท่าไหร่ครับ เพราะเขาไม่ได้บอกถึงข้อมูลสำคัญในการทำโฆษณาอย่างใน Google Keyword Planner ครับ

เพื่อนๆ พอจะเห็นภาพใช่ไหมครับว่า Google Keyword Planner มันคืออะไร จริงๆ ถึงแม้มันจะดูยุ่งยากไปหน่อย ดูว่าข้อมูลมันเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำยากนะครับ

เพราะอย่าลืมครับว่า Google พยายามจะทำมันออกมาให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ทุกๆ คนสามารถทำได้ครับ

แล้วเพื่อนๆ ที่อ่านบทความของผม ทำไมจะทำไม่ได้ จริงไหมครับ? มีผมช่วยแนะนำอยู่ทั้งคน 555

เรื่องนี้ผ่านนะครับ เรามาดูหัวข้อต่อไปกันครับ

Google Keyword Planner ใช้กับอะไรได้บ้างนะ… 

ปกติแล้วอุปกรณ์นี้เราจะใช้เพื่อช่วยสร้างกลุ่มเป้าหมายเพื่อเอาไปทำโฆษณา Google Ad นะครับ แต่หลายๆ คนก็ยังสามารถนำเอามาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการทำ SEO ได้ครับ

ตัวที่สำคัญๆ เลยก็จะเป็นพวก search volume หรือจำนวนที่คนใช้คำๆ นั้นค้นหาในแต่ละเดือนครับ

Search Volume

พวกนี้มันจะบ่งบอกเราได้ว่าคีเวิร์ดตัวไหนเราควรจะเจาะในการทำ SEO ครับ ถ้าเพื่อนๆ คนไหนยังไม่แน่ใจว่า SEO คืออะไรมันคือการทำให้เว็บเราไปอยู่หน้า 1 นะครับ

แต่ถ้าอธิบายยาวๆ เลย SEO ก็แปลว่าการทำปรับเว็บของเราให้ Google หาง่ายและเห็นว่าเป็นประโยชน์ เลยให้เราอยู่ในอันดับต้นๆ ของคำค้นหาครับ

ถ้าเพื่อนๆ อยากจะอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ของอ่านในบทความนี้ดูนะครับ ผมพูดถึง SEO และวิธีการทำอย่างละเอียดเอาไว้แล้วครับ

อีกอย่างหนึ่งก็จะเป็นการทำโฆษณา Google Ad เนี่ยแหละครับ คงไม่มีอะไรมากครับ แต่สำหรับคนที่เซียนจริงๆ ก็จะสามารถไปปรับช่วยทำโฆษณาใน Facebook ได้ด้วยครับ

แต่อันนี้จะมีความซับซ้อนมากๆ ครับ ผมไม่ค่อยแนะนำสำหรับคนเริ่มใหม่สักเท่าไหร่ครับ เพราะมันมีอุปกรณ์เสริมมาค่อนข้างจะหลายตัวครับ

ผมบอกเอาไว้เพื่อเพื่อนๆ จะได้รู้ว่ากรอบการใช้งานของมันเป็นอะไรยังไง จะได้เห็นภาพไปด้วยกันครับ

ขั้นตอนต่อไป เรามาดูไปพร้อมๆ กันครับว่าวิธีการใช้อุปกรณ์ตัวนี้อย่างละเอียดมันเป็นยังไง จัดไปครับ

วิธีการใช้ Google Keyword Planner อย่างเทพ (แต่ทำงานโคตรๆ)

อันดับแรกเราต้องมีบัญชี Gmail ซึ่งมันจะสร้างบัญชี Google Ad ได้ครับ ถ้าใครอยากจะใช้ Google Keyword Planner เราต้องมีบัญชี Google Ad ครับ

เพราะฉะนั้นถ้าใครยังไม่มีให้เข้าไปสมัครรหัส Gmail ก่อนนะครับ ง่ายๆ เลยก็แค่เข้าไปที่ Gmail.com แล้วก็เข้าไปกดสมัครบัญชีครับ

หน้าตามันจะออกมาประมาณนี้นะครับ เพื่อนๆ

สมัคร Gmail

หลังจากสมัครไปแล้วคราวนี้ก็ไปที่ ads.google.com ได้เลยครับผม เราจะมาลงชื่อเข้าใช้และเข้าไปที่ Google Keyword Planner ไปด้วยกันนะครับ

ตอนนี้ผมมาอยู่หน้า ads.google.com เรียบร้อยแล้วครับ หลังจากนั้นก็กดไปที่มุมบนขวามือที่เขียนว่า “ลงชื่อเข้าใช้” กันครับ

หลังจากนั้นเราจะมาอยู่หน้า dashboard หรือหน้าหลักของ Google Ad กันแล้วนะครับ ตรงนี้เราจะต้องคลิกตรงมุมบนขวามือเหมือนเดิมครับ ตรงคำว่า “Tools & Settings” ครับ (ภาพจะเล็กนิดหนึ่งนะครับ มันจะเป็นไอคอนรูปไขควงครับ)

หน้า Dashboard

กดเข้าไปแล้ว มันจะมีเมนูเป็นแถบลงมาแบบนี้ให้กับเราครับ เราก็ดูตรงช่องแรกตัวที่ 2 มันจะเขียนว่า Keyword Planner ตัวนั้นแหละครับ (ถ้าเพื่อนๆ คนไหนใช้เป็นภาษาไทย มันก็จะอยู่ตำแหน่งเดียวกันนะครับ แต่แค่เป็นภาษาไทยเฉยๆ ครับ)

เลือก keyword planner

ตอนนี้เราก็มาอยู่หน้า Keyword Planner เรียบร้อยแล้วครับ เราพร้อมที่จะเริ่มจัดการหากลุ่มเป้าหมายมาทำโฆษณาชุดแรกของเรากันเลย

เจอ 2 ตัวเลือก

ตอนนี้เราจะเห็นว่าอุปกรณ์ตัวนี้จะมีให้เราอยู่ 2 ทางเลือกที่จะใช้งานนะครับ นั้นก็คือ “หาคีเวิร์ดใหม่” กับ “ดูจำนวนการค้นหาและพยากร” ครับ

ตรงนี้ผมจะอธิบายให้ฟังนิดหนึ่งนะครับว่ามันแตกต่างกันยังไงครับ

หาคีเวิร์ดใหม่ — อันนี้คงไม่มีอะไรมากครับ เพื่อนๆ คงจะเข้าใจกันอยู่แล้ว นั้นก็คือเรายังไม่มีคีเวิร์ดอะไรในหัวเลยและอยากที่จะดูว่ามีคีเวิร์ดอะไรน่าสนใจบ้างครับ เลยใช้ตัวเลือกนี้เพื่อจะช่วยเราให้หากลุ่มคำใหม่ได้ครับ

ดูจำนวนการค้นหาและพยากร — ตัวนี้จะแตกต่างก็คือเราควรจะมีคีเวิร์ดในหัวอยู่แล้วและอยากที่จะค้นหาเพิ่มเติมว่ามันเป็นยังไงในเชิงลึกครับ ตัวนี้จะเหมาะกับคนที่ทำคีเวิร์ดมาก่อนหน้านี้แล้วนะครับ ไม่ใช่คนที่เพิ่งจะเริ่มหาครับ

ตอนนี้ที่ผมอธิบายให้เพื่อนๆ ดูว่ามันใช้งานอะไรยังไง ผมจะกดเข้าไปที่ “หาคีเวิร์ดใหม่” นะครับ

หาคีเวิร์ดใหม่

กดเข้าไปแล้วมันจะมีหน้าตาแบบนี้ครับ มันจะให้ผมใส่คีเวิร์ดหลักๆ เข้าไป จำได้ไหมครับว่าตัวนี้ที่ผมบอกไปว่ามันจะเหมาะกับการช่วยเราหาคีเวิร์ดใหม่ๆ

เพราะฉะนั้นเราต้องใส่คีเวิร์ดกว้างๆ เข้าไปนะครับ อย่าใส่แคบและเจาะจงจนเกินไปครับ ไม่อย่างนั้นมันจะช่วยเราหาไม่ได้ครับ

ในตัวอย่างนี้ ผมจะใส่คำว่า “โฆษณา” เข้าไปแล้วกันนะครับ เรามาดูกันครับว่าถ้าใส่เข้าไปแล้วมันจะออกมาเป็นยังไง

คีเวิร์ด “โฆษณา”

ตอนนี้ผมใส่คำว่า “โฆษณา” เข้าไปแล้วนะครับ แล้วจะเห็นว่ามันจะมีคำแนะนำขึ้นมาเยอะแยะเต็มไปหมดครับ

ผมใส่เข้าไปคำเดียว มันเด้งขึ้นมาให้ 114 คำครับ ในนี้เราก็จะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับคีเวิร์ดแต่ละตัวที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำโฆษณา Google Ad มากเลยนะครับ

ตัวอย่างเช่น ตัว “การแข่งขัน” (competition)ในตัวคีเวิร์ด มันจะมีตั้งแต่ ต่ำ กลาง สูงครับ จะเห็นว่าตัวไหนที่มีการแข่งขันต่ำ มันจะมีราคาโฆษณาที่ถูกต่อคลิกครับ

ถ้าลองดูคำว่า “โฆษณา Google” จะเห็นว่ามันตกอยู่คลิกละ $200 หรือประมาณ 6,000+ บาทเลยนะครับ โหดมากครับ

แต่ยังไงตัวเลขพวกนี้ก็เป็นแค่ตัวเลขแนะนำนะครับ ไม่ใช่ตัวเลขจริงๆ ครับ หลายๆ ครั้งผมทำโฆษณาไปแล้ว มันได้ถูกกว่านี้อีกครับ แต่เพื่อนๆ พอจะเห็นภาพใช่ไหมครับว่ามันเป็นยังไง?

จริงๆ เราสามารถใส่คำหลักเข้าไปได้อีกนะครับ เพื่อที่จะให้ Google Keyword Planner มันช่วยเราหาคีเวิร์ดเพิ่มครับ

ใช้คำหลัก เพิ่มเติม

แต่เพราะว่าผมทำเป็นตัวอย่าง เลยไม่อยากจะใส่มากเพราะกลัวจะทำให้สับสนครับ เพราะฉะนั้นเราหลักๆ เลย เอาแค่ตัวเดียวกันนะครับ

ตอนนี้เรามาดูในตัวเลือกของ “ดูจำนวนการค้นหาและพยากร” กันครับว่าจะเป็นยังไงมีความแตกต่างจากตัวแรกเยอะหรือเปล่าครับ

ดูจำนวนการค้นหาและพยากร

จะเห็นว่ามันขึ้นมาโล่งๆ แบบนี้ให้เราใส่คีเวิร์ดที่อยากจะค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปครับ จะเห็นว่ามันมีตัวเลือกที่ให้เราอัพโหลดไฟล์ขึ้นไปด้วยนะครับ

นั่นมันเพราะว่าเขากะเอาไว้ว่าเราอาจจะมี list ของคีเวิร์ดที่อยากจะเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่แล้วครับ จริงๆแล้ว คงไม่มีใครมาใส่คีเวิร์ดแค่ตัวเดียวเหมือนผมหรอกครับ 555

แต่เพื่อความเรียบง่าย ผมต้องใส่แค่คีเวิร์ดตัวเดียวไปก่อนครับ

ดูจำนวนการค้นหาและพยากร

นี้คือผลลัพธ์ที่ได้มาจากการใช้คีเวิร์ดตัวนั้นเพื่อค้นหาครับ จะเห็นว่ามันจะมีข้อมูลที่ช่วยให้เราเข้าใจว่าเราน่าจะได้อะไรบ้างถ้าโฆษณาโดยการใช้คีเวิร์ดตัวนี้และใช้เงินประมาณเท่าไหร่

ถ้าผมใส่ค่าเฉลี่ยของ conversion rate ที่ผมได้มา เช่น คน 100 คน ปกติจะซื้อของผมสัก 5 คน ค่า conversion rate ก็จะเป็น 5% เขาก็จะช่วยคำนวณมาด้วยครับว่าเราน่าจะได้เงินกลับมาเท่าไหร่

ดูจำนวนการค้นหาและพยากร + conversion

ตรงนี้ผมใส่เข้าไปว่าผมมี conversion rate อยู่ประมาณ 5% และแต่ละ conversion (การเปลี่ยนจากคนดูเว็บเป็นคนซื้อ หรือ การขายก็ได้ครับ) มันจะอยู่ที่ประมาณ $350 หรือ 11,250 บาทครับ

มันคำนวณว่าผมน่าจะใช้จ่ายอยู่ประมาณ $5,600 และได้กลับมา $93,000 ครับ โดยค่าเฉลี่ยในการคลิกเข้ามาคือ 4.9% นั่นก็แปลว่าคนเห็นโฆษณาผม 100 คน คนที่กดเข้ามาจะประมาณ​ 4.9 คนครับ

อันนี้ต้องบอกก่อนนะครับว่ามันเป็นการคำนวณคร่าวๆ ที่ค่อนข้างจะเป็นทางบวกเอามากๆ ครับ 5555

ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าจะได้ผลลัพธ์แบบนี้ มันมีหลายปัจจัยที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องครับ แต่หลักๆ เลย เราพอจะเห็นภาพครับว่าเราได้อะไรมาบ้าง จริงไหมครับ?

เปลี่ยนภาษา + ที่ตั้ง

ตรงนี้สำคัญมากนะครับ ลองดูตรงมุมขวามือล่างครับ จะเห็นประเทศและภาษาครับ ตรงนี้อย่าลืมเลือกให้เป็นภาษาไทยและประเทศไทยนะครับ

นอกเสียจากธุรกิจของเพื่อนๆ จะเน้นเจาะประเทศอื่นหรือภาษาอื่นๆ จริงๆ ผมแนะนำให้เลือกเป็นประเทศและภาษาไทยเอาไว้ก่อนครับ จะได้ไม่สับสนทีหลังครับ

เพราะว่าข้อมูลที่เราจะได้มาในตอนนี้มันจะขึ้นอยู่กับคีเวิร์ดที่เราใส่เข้าไปและการตั้งค่าเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้หมดเลยครับ

ตอนนี้ผมก็ได้ใส่คีเวิร์ดหลักๆ เข้าไปแล้วกดค้นหาเรียบร้อยครับ

คีเวิร์ดหลัก

จะเห็นว่าตอนนี้ผมได้คำเพิ่มมาเป็น 247 จากเดิมแค่ 114 ครับ ตอนนี้ตัวที่สำคัญต่อไปที่เราจะมาดูกันก็คือตัวนี้ครับ

ได้ keywords เพิ่มเติม

เห็นคำว่า “exclude adult ideas” ไหมครับ ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร มันคือคีเวิร์ดที่จะไปในทาง “ผู้ใหญ่ๆ” หน่อยครับ พอจะเข้าใจใช่ไหมครับ? 555

เพราะฉะนั้นเข้าไปกดให้มันเป็นแบบนี้ซะนะครับ ตอนทำโฆษณามาแล้ว โฆษณาเราจะได้ไม่ต้องไปโผล่ตอนคนค้นหาคีเวิร์ดพวกนั้นครับ

exclude adult ideas

ถ้ามันขึ้นแบบของผม แสดงว่ากดสำเร็จแล้วนะครับ แต่ถ้ายังไม่ขึ้น ลองกดดูอีกทีหรือไม่ก็ refresh หน้าแล้วเข้าใหม่ดูครับ

ตอนนี้ข้างๆ กันก็จะเห็นคำว่า “add filter” ครับ ตัวนี้สำคัญมากครับ อยากจะให้เพื่อนๆ กดเข้าไปนะครับ

add filter

ถ้าเรากดไปแล้ว มันจะขึ้นตัวเลือกมาให้เราหลายๆ ตัวแบบนี้ครับ ไม่ต้องตกใจนะครับ เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกๆ ตัวเลือกทันทีครับ

ตัวเลือกเยอะแยะ

ตัวนี้ให้กดเข้าไปที่ “การแข่งขัน” หรือ “competition” นะครับ แล้วมันจะขึ้นมาให้เราแบบนี้ครับ

การแข่งขัน

ให้เรากดไปที่ “low” และ “medium” ครับและมันจะแสดงแต่คีเวิร์ดที่มีการแข่งขันต่ำและปานกลางมาให้เราครับ

เหตุผลที่ผมแนะนำให้เลือกตัวนี้เพราะว่าคีเวิร์ดที่มันมีการแข่งขันสูง มันจะเป็นไปได้น้อยมากที่เราจะได้ยอดขายจากมันครับ

ส่วนใหญ่มันเป็นเพราะว่าคีเวิร์ดที่มีการแข่งขันสูง มันจะเป็นคีเวิร์ดที่กว้างๆ ครับ เพราะฉะนั้นคีเวิร์ดพวกนี้ จะไม่สามารถนำยอดขายมาให้เราได้เยอะครับ

เพราะคนที่ค้นหาโดยใช้คำพวกนี้ส่วนใหญ่จะแค่ค้นหาข้อมูลครับ เช่น ถ้ามีคนค้นหาคำว่า “โฆษณา Facebook” กับ “รับทำโฆษณา Facebook ในกรุงเทพ” เพื่อนๆ คิดว่าคนไหนเขาจริงจังกว่ากันครับ?

ถ้าเพื่อนๆ อยากจะเรียนรู้เรื่องการวิเคราะห์คีเวิร์ดแบบนี้เพิ่มเติม สามารถอ่านได้ในบทความนี้เลยนะครับ 

หลังจากที่ผมกดเข้าไปแล้ว เพื่อนๆ จะเห็นว่าคีเวิร์ดที่มันมีการแข่งขันสูง จะไม่ขึ้นมาเลยครับ

หลังจากกรอง competition แล้ว

ถ้าเราเข้าไปเพิ่ม filter เข้าไปอีก โดยการเพิ่ม page bid แบบ low range เข้าไป มันจะแสดงผลของคีเวิร์ดที่มีการแข่งขันต่ำที่สุดขึ้นมาก่อนครับ จำได้ใช่ไหมครับ ยิ่งแข่งขันต่ำ ย่อมจะมีราคาถูกครับ

Page bid (low range)

กดเข้าไปที่ตัว add filter อีกทีนะครับ หลังจากนั้นก็กดที่ตัวเลือกนี้ตามผมเลยครับ แล้วมันจะแสดงผลออกมาแบบนี้ครับ

<= $1

มันจะถามว่าเราอยากจะได้มูลค่าประมูลไม่เกินเท่าไหร่ ผมแนะนำให้ไม่เกิน 1 ดอลล่าร์หรือ 30 บาทนะครับ

กรองเรียบร้อย

มันก็จะขึ้นมาแบบนี้เลยครับ หลังจากนั้นเราก็มาเริ่มหาคีเวิร์ดที่เราอยากจะใช้ได้เลยครับ เห็นไหมครับ อ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว ไม่ยากเลยจริงไหมครับ?

ถ้าเราดูขึ้นมาข้างบนนี้นิดหน่อย จะเห็นว่ามีตัวเลือกนี้อยู่นะครับ

ขึ้นมาอีกนิดหน่อย

นั้นก็คือตัวเลือกที่จะให้เราเพิ่มคีเวิร์ดเข้าไปอีกครับ แต่อย่างที่เห็นครับ ส่วนใหญ่แล้วเป็นคีเวิร์ดที่ไม่น่าจะเอามาใช้ทำโฆษณาได้ครับ

ดังนั้นผมเลยอยากจะบอกเพื่อนๆ ว่าให้ระวังอย่าไปกดเข้าไปครับ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ กดเข้าไปแล้ว เดี๋ยวต้องมาเอาออกอยู่ดีและการตั้งค่าของคีเวิร์ดเรามันจะเปลี่ยนไปหมดครับ

วิธีเลือกคีเวิร์ดที่จะเอามาใช้ในโฆษณา Google Ad

ผมต้องอธิบายก่อนนะครับว่าการเลือกคีเวิร์ดที่เราจะสามารถเอามาใช้ในโฆษณา Google Ad ของเรานี้มันไม่เหมือนกับการเลือกคีเวิร์ดที่จะไปใช้กับโฆษณาใน Facebook นะครับ

เพราะว่าในเฟสบุ๊ค สิ่งที่เราจะต้องทำคือเลือกตามข้อมูลหรือ data ล้วนๆ ครับ แต่ในส่วนของ Google Ad เราต้องเลือกโดยพิจารณาอยู่ 2 ตัวหลักๆ ครับ

  • ข้อมูลเกี่ยวกับโฆษณาข้างต้น
  • ความเป็นไปได้
  • รูปแบบของคีเวิร์ดและจุดประสงค์สำคัญของมัน

ข้อมูลเกี่ยวกับโฆษณาข้างต้นนี้จะเกี่ยวกับพวกข้อมูลการแข่งขันว่ามันสูงหรือต่ำหรือยังไง ความเป็นไปได้คือเราต้องเดาอีกที

ส่วนรูปแบบของคีเวิร์ดคือสิ่งที่เราเลือกมันมาจากไหน เป็นแบบไหน เช่น คนที่ใช้คำว่า “กระเพรา” กับ “กระเพรา ใกล้ๆ” เขาย่อมมีจุดประสงค์ในการใช้คำค้นหาพวกนี้ไม่เหมือนกันครับ

คนที่หาคำว่า “กระเพรา” อาจจะเป็นนักเรียนที่ค้นหาเกี่ยวกับกระเพราเพื่อจะเอาไปเขียนการบ้านหรือทำรายงานส่งครู

แต่ในทางกลับกัน คนที่ค้นหาคำว่า “กระเพราใกล้ๆ” เขาอาจจะหาร้านที่ขายกระเพราใกล้ๆ ตำแหน่งที่เขาอยู่ตอนนี้ครับ

อะไรพวกนี้ เราจะเรียกมันว่า “keyword intent” ครับ หรือแปลเป็นภาษาไทยก็จะเป็นประมาณว่า “จุดประสงค์ในการใช้คีเวิร์ด” ครับ

Woorank

ในแต่ละคีเวิร์ดมันจะบ่งบอกว่าคนใช้นั้นเขาอยู่ในสภาวะไหนครับ อย่างที่ผมบอกครับว่า ถ้าลองเทียบคำดูแล้ว สำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์ จะมองว่าเป็นคำๆ เดียวกัน

แต่สำหรับคนที่อ่านบล็อกผม คงจะพอแยกออกนะครับ อันนี้คือใจความสำเร็จในการทำโฆษณา Google Ad เลยครับ เพราะมันใช้คำพวกนี้ล้วนๆ ครับ เพื่อที่จะตัดสินว่าควรจะยิงโฆษณาให้ใครคนไหนดี

คีเวิร์ด Google Ad

ดูข้อมูลคีเวิร์ดพวกนี้สิครับ เราลองเอาตัวอย่างง่ายๆ มาช่วยกันคิดดูนะครับว่าคีเวิร์ดตัวไหนเราควรจะเลือกกันครับ

โฆษณา Facebook vs. ซื้อ โฆษณา facebook

คุณคิดว่า 2 คำนี้ คำๆ ไหนน่าจะเป็นโฆษณาที่ผมควรจะใช้ ถ้าผมทำโฆษณาใน Google เพื่อเรียกคนมาใช้บริการทำโฆษณาของผมครับ?

แน่นอนครับ ต้องเป็นตัวที่ 2 ครับ (ซื้อ โฆษณา Facebook) เพราะมันมีคำว่า “ซื้อ” ขึ้นมาชัดเจน ถ้าเทียบกับคำว่า โฆษณา Facebook มันอาจจะเป็นคนที่พิมพ์เข้าไปเพื่อหาข้อมูลครับ อาจจะไม่ได้จริงจังมาก

พอจะเห็นภาพใช่ไหมครับ?

ตัวต่อมาเรามาดูเพิ่มเติมครับ อันนี้เป็นเทคนิคของผมที่เอามาใช้ทำให้เพื่อนๆ ดูกันนะครับ แต่ผมเชื่อว่าถ้าเพื่อนๆ เอาไปทำ จะได้ไอเดียในการทำคีเวิร์ดเยอะแน่นอนครับ

ตอนนี้เราจะเข้ามาที่เดิมครับ ตรงที่หาคีเวิร์ดใหม่ครับ

ใช้เว็บไซต์เพื่อหา

ตอนแรกจำได้ไหมครับว่าเราใส่คีเวิร์ดเข้าไปเพื่อจะให้ระบบมันช่วยหาคีเวิร์ดให้เราเยอะๆ? ตอนนี้เรามีเทคนิคใหม่ครับ เราจะใส่เว็บไซต์แทนครับ

เว็บไซต์ของใครดีงั้นเหรอครับ? ผมแนะนำให้ครับ เว็บของคู่แข่งไงครับ 555

สมมุติว่าผมเป็น Shopee ผมอยากจะลองหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องกลุ่มเป้าหมาย คู่แข่งของผมหลักๆ เลยก็จะเป็น Lazada เพราะฉะนั้นผมจะใส่เว็บ Lazada เข้าไปครับ

ใส่ lazada เข้าไป เป็นคู่แข่ง

จากนั้นก็กดให้ระบบมันช่วยเราค้นหาคีเวิร์ดได้เลยครับ ต้องรอสักหน่อยนะครับ เพราะระบบ Google Keyword Planner อาจจะต้องไปค้นหาสักหน่อยครับ

จากนั้นผมก็ได้คีเวิร์ดมาอยู่ 3,423 ตัวครับ เยอะไหมครับ?

คีเวิร์ดจาก Lazada

คีเวิร์ดพวกนี้ ถ้าเราเอามากรอง เราสามารถยิงโฆษณาดักคู่แข่งของเราได้หมดเลยนะครับ จะเห็นว่าหลายๆ คีเวิร์ดมีคนค้นหาไม่มาก แต่คีเวิร์ดพวกนี้มีโอกาสที่จะเปลี่ยนเป็นยอดขาย (conversion) ได้เยอะมากครับ

เพราะว่าคนที่ค้นหาคำโดยใช้คำเจาะจงแบบนี้ ส่วนใหญ่จะรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องการจะซื้ออะไร ถ้าเจอร้านที่ถูกใจ ก็จะซื้อเลยครับ

จะเห็นว่าจริงๆ แล้วมันไม่ได้ยากเลยนะครับ แต่ถ้าจะทำให้ประสบความสำเร็จได้ อาจจะต้องใช้ทั้งทักษะในการวิเคราะห์ + การตัดสินใจว่าคีเวิร์ดตัวไหนควรจะเจาะ ตัวไหนควรจะปล่อยครับ

อ่านจบ ถึงเวลาเอาไปทำแล้ว!

จะเห็นนะครับว่าการใช้ Google Keyword Planner นั้นมันไม่ได้ยากเลย อย่างที่ผมบอกไปครับ เขาพยายามทำให้ทุกๆ คนใช้ได้

เขามีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เจ๋งๆ ทำเครื่องมือนี้ขึ้นมาเพื่อให้เราได้ใช้กันแบบกดไม่กี่ครั้งก็ได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการแล้วครับ

เพื่อนๆ ที่กำลังเริ่มลองทำ ผมแนะนำให้ใช้บ่อยๆ นะครับ เพราะว่าอุปกรณ์พวกนี้ ยิ่งใช้มันจะยิ่งถนัดมือและเราจะเข้าใจระบบและการใช้งานของมันมากขึ้นครับ

ไม่แน่นะครับ เพื่อนๆ อาจจะเจอเคล็ดลับเจ๋งๆ ที่ผมเองก็ยังไม่รู้ก็ได้ครับ ตัวผมเองก็ใช้ Google Keyword Planner ทุกวันครับ แม้กระทั่งการทำโฆษณาใน Facebook ผมก็ใช้นะครับ

เพราะว่าบางทีใน Facebook เรามีตัวเลือกค่อนข้างจำกัดในการทำกลุ่มเป้าหมายครับและคีเวิร์ดที่เฟสบุ๊คให้มาก็จะซ้ำๆ เดิมๆ ครับ

ผมเลยต้องใช้อุปกรณ์เสริมอย่างเจ้าตัวนี้เข้ามาช่วยทำให้โฆษณาของผมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นครับ

จะเห็นว่าอุปกรณ์ตัวนี้ ถึงจะเป็นของ Google ก็จริงจะสามารถใช้ได้กับตัวอื่นได้ด้วยครับ ถ้าเรามีวิธีปรับแต่งมันสักหน่อยครับ

อุปกรณ์ตัวนี้อย่างที่ผมบอกเพื่อนๆ ไปครับ สามารถเอาไปใช้กับการทำ SEO ได้ด้วยนะครับ ส่วนใหญ่จะเป็นการไปดูว่าควรจะให้เว็บไซต์ของเราเจาะคีเวิร์ดตัวไหนดี

เข้าไปดูว่าคีเวิร์ดตัวไหนมันมีคู่แข่งน้อยแต่ยอดการใช้มากต่อเดือน (average monthly searches) ตัวนั้นจะกลายเป็นตัวที่น่าใช้ครับ

เห็นไหมครับว่าอุปกรณ์ตัวนี้มันช่วยเราได้หลายอย่าง เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้เพื่อนๆ ลองอ่านและทำตามดูอีกทีนะครับ

ถ้ามีคำถามตรงไหน ผมอธิบายไม่ชัดเจนหรือยังไง ทักเข้ามาในเฟสบุ๊คเพื่อถามผมได้เลยนะครับ บางทีผมเขียนบทความก็เพลินไปหน่อย อาจจะพิมพ์ผิดๆ ถูกๆ ครับ 5555

สำหรับบทความนี้ ขอให้ขายของดีๆ ธุรกิจเฮงๆ นะครับ

Joe Jitnarin

Co-founder at ZOZAV
ผู้ร่วมก่อตั้ง zozav.com และบริษัท Global Digital Ad, Co. Ltd. ขณะนี้เป็นที่ปรึกษาให้กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในไทยกว่า 14 บริษัท และสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ SME ในไทยมากกว่า ฿127.2 ล้านบาท โดยใช้โฆษณา Facebook และ Google
Joe Jitnarin
การทำโฆษณา Adwords ให้ได้ผลจริง

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Previous reading
วิธีหาคีเวิร์ดทำโฆษณา Google Ad แบบจัดเต็ม!
Next reading
วิธีทำโฆษณาใน Gmail แบบง่ายๆ งบไม่เยอะ (Step-by-step)