Chat with us, powered by LiveChat

เคล็ดลับรู้ทัน Facebook ไม่ให้มาร์คเอาเปรียบคุณได้!

จริงๆ ก่อนจะเขียนบทความนี้ขึ้นมา ผมลองให้ทีมงานผมไปค้นหาดูว่า บทความแบบนี้จะมีคนอ่านมากน้อยแค่ไหน

ทีมงานผมก็กลับมาบอกผมว่า “โจ้ อย่าเลย บทความแบบนี้ไม่มีใครอ่านหรอก เพราะมันไม่ได้เซ็กซี่ขนาดนั้น ที่คนจะสนใจ”

ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ผมก็มีความคิดว่าถ้าคุณอยากจะทำโฆษณาใน Facebook ให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว คุณต้องเข้าใจระบบของเขาก่อนครับ

คุณต้องเข้าใจว่าเขาคิดยังไง และเขามีแนวโน้มที่จะพาบริษัทเขาไปทางไหนครับ เพราะว่าตอนนี้ในประเทศไทยเรามีแต่ Facebook เนี้ยแหละครับที่เราใช้ๆ กันเป็นหลัก

ดังนั้นเราจึงไม่สามารถจะหนีไปไหนได้ครับ ถ้าอยากจะขายของออนไลน์ได้เยอะๆ ถ้าจะพึ่งพาแต่ Shopee  Lazada Kaidee มันคงเป็นไปไม่ได้ครับ

เพราะฉะนั้นในบทความนี้ผมเลยอยากจะมาพูดถึงเกี่ยวกับแนวคิดของ Facebook ครับ ว่าทีมของเขาคิดกันยังไง เพราะว่าผมทำงาน และอยู่กับระบบของเขาทุกวันครับ ผมผ่านมาหลายการเปลี่ยนแปลงแล้ว ผมเลยเข้าใจเขาครับ

สิ่งที่คุณจะเรียนรู้จากบทความนี้

อย่างที่ผมเคยบอกไปครับว่าผมรู้ว่าทุกๆ คนที่มาอ่านบทความผมล้วนแล้วแต่มีอะไรต้องทำกันทั้งนั้น ดังนั้นผมจะไม่เขียนบทความอะไรที่คุณจะไม่ได้ประโยชน์สูงสุดจากมันแน่นอนครับ

ผมจะมาบอกคุณก่อนครับ ว่าคุณจะได้อะไรจากบทความนี้ไปบ้างและคุณจะนำไปปรับใช้ได้ยังไงบ้างครับ

  • คุณจะเข้าใจระบบของ Facebook มากขึ้น และรู้ว่าคุณควรจะปรับตัวไปทางไหนเพราะไม่ให้คุณเสียรายได้
  • วิธีการต่างๆที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้กับในธุรกิจของคุณ เมื่อปัญหาแต่ละอย่างเกิดขึ้นมา
  • วิธีทำให้คุณได้เปรียบคู่แข่งของคุณตอนที่เกิดปัญหาอะไรกับโฆษณา Facebook ขึ้นมา

ตอนนี้คุณก็พอจะเห็นภาพแล้วนะครับว่าคุณจะได้อะไรจากบทความนี้บ้าง ผมสัญญาครับว่าผมจะไม่ทำให้คุณเสียเวลา และทุกๆนาทีที่คุณใช้ในเว็บ ZOZAV มันจะช่วยทำให้คุณฉลาด และทำโฆษณาเก่งขึ้นได้แน่นอนครับผม

เรามาเริ่มกันเลยครับผม

Facebook ขึ้นราคาโฆษณาแบบเนียนๆ อยู่ตลอด โดยที่เราไม่รู้ตัว

ถ้าคุณทำโฆษณามาอยู่ตลอด คุณจะสังเกตเห็นครับว่าราคาโฆษณา Facebook มันดูไม่คงตัว อยู่ๆ ก็ขึ้นๆ ลงๆ ดูแล้วมันปกติใช่ไหมครับ?

นานๆไหนอาจจะขึ้นนิดๆหน่อย ก็อาจจะเป็นเพราะตัวของคุณเองหรือเปล่า แต่ถ้าคุณเริ่มกลับมาดูรายรับรายจ่ายของคุณ

คุณจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างครับ นั้นก็คือราคาโฆษณา Facebook นั้นมันค่อยๆ เพิ่มขึ้นโดยที่คุณไม่รู้ตัวครับ (ถ้าไม่ดูดีๆ อาจจะคิดว่ามันก็ขึ้นๆลงๆนั้นแหละ)

Ad Manager

ลองดูราคาตรงนี้ครับ ถึงแม้มันจะแค่ 0.02 ก็จริงครับ แต่ก่อนหน้านี้ รู้ไหมครับว่ามันเท่าไหร่? 0.0071 ครับ

เพราะฉะนั้นมันขึ้นมาเยอะเหมือนกันครับ ทั้งๆที่ทุกๆอย่างเหมือนเดิม ผมโทรไปหาเฟสบุ๊ค และติดต่อเขาไปใน Chat ดู

Facebook Additional Support

เขาก็บอกกลับมาว่าเขาก็ไม่เห็นว่ามีอะไรผิดพลาดเหมือนกันครับ เพราะว่าทุกๆอย่างมันก็เหมือนเดิม ทีมงานผมก็ดูอยู่ตลอด ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ จริงไหมครับ?

มันไม่ได้เป็นแบบนี้แค่ครั้งเดียวนะครับ มันเป็นอยู่เรื่อยๆครับ แต่มันจะขึ้นทีละนิดครับ ตอนนั้นผมยังคิดเลยว่า “เห้ย นี้พวกกูทำอะไรผิดเองหรือเปล่าว่ะ?”

ตอนนั้นก็พยายามแก้ปัญหากันอยู่นานเลยครับ แต่ก็อย่างที่ว่าเลยครับ มารู้สึกทีหลังว่าบางทีมันก็อาจจะไม่ใช่เราทั้งหมด

อย่างที่ผมเคยบอกครับว่า Facebook จริงๆ แล้ว เขาไม่ใช่แค่ Social media นะครับ เขาคือบริษัทโฆษณานี้แหละครับ

บริษัทเขาไม่ใช่บริษัทเพื่อการกุศลจริงไหมครับ? เพราะฉะนั้นเขาต้องหาวิธีทำเงินให้กับตัวของเขาเองอยู่ตลอดอยู่แล้วครับ อันนี้เข้าใจ ไม่งั้นเขาก็ต้องเก็บตังค์คนเพื่อใช้ Facebook สิ จริงไหมครับ?

ผมจำไม่ได้ว่าใครเป็นคนพูดประโยคนี้ แต่ผมชอบมากๆ ครับ

“If you are not paying for the product, you are the product”

แปลง่ายๆเลยก็คือ “ถ้าคุณไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อใช้สินค้าตัวนี้ คุณนั้นแหละคือสินค้า” ครับ มันก็เหมือน Facebook ล่ะครับ คุณไม่ต้องจ่ายเงินเขาเพื่อจะใช้ แต่เขาจะเปิดประตูให้ธุรกิจต่างๆมายิงโฆษณาใส่คุณครับ

วิธีที่ใช้เพื่อแก้ไขตรงจุดนี้ 

จริงๆ แล้วตรงนี้เราก็ไม่สามารถไปทำอะไรได้มากครับ เพราะว่ามันเป็นการตัดสินใจของเขา

แต่มันก็ยังพอจะมีทางที่คุณจะสามารถทำอะไรกับมันได้ครับ เพื่อไม่ให้เป็นผู้ถูกกระทำเพียงอย่างเดียวครับผม

ใช้วิดีโอในการทำโฆษณาแทนรูปเฉยๆ 

ในเฟสบุ๊คผมเห็น Trend ที่กำลังมาแรงๆนั้นก็คือการใช้วิดีโอครับ เพราะว่าคนส่วนใหญ่ชอบดูวิดีโอใน Facebook มากกว่าการอ่านอยู่แล้วครับ

ดังนั้นถ้าคุณใช้วิดีโอเพื่อทำโฆษณา กลุ่มเป้าหมายของคุณเขาก็จะดูวิดีโอมากขึ้น และอาจจะมีส่วนร่วมกดไลค์แชร์อะไรเยอะขึ้นครับ

ตัวอย่างโฆษณาวิดีโอใน Facebook

มันจะเกิดอะไรครับ? มันจะทำให้ค่า CTR ของคุณสูงขึ้นในสายตาของ Facebook ครับ มันจะดันค่า Relevance score ให้สูงไปด้วยครับ

เพราะว่า Facebook ส่วนใหญ่เขาจะคิดเงินคุณตอนที่มีคนเห็นโฆษณาคุณ (Impressions) ครับ มีคนเห็นมาก = คุณต้องจ่ายเยอะ

Facebook เขาไม่สนหรอกครับว่าคุณจะได้กำไรหรือเปล่าในตอนนั้น เขาอยากจะได้เงินของคุณมาก่อนครับ เขาค่อยมาคิดอีกทีว่าทำยังไงให้คุณขายได้เยอะๆดี

เพราะฉะนั้นถ้าคนเห็นโฆษณาของคุณเยอะๆ + มีคนซื้อของคุณไปด้วย เฉลี่ยของค่าโฆษณาคุณก็จะลดน้อยลงไปโดยปริยายครับ พอจะเห็นภาพไหมครับ?

Facebook เขาไม่สามารถจะคิดเงินคุณเพิ่มได้ ถ้าคุณทำโฆษณาออกมาดีครับ Facebook เขาอยากจะคิดเงินโฆษณาที่ไม่ดีเพิ่มมากกว่าครับ

เน้นโฆษณาที่มันมีคุณภาพสูง

อย่างที่ผมบอกไปครับ ว่าโฆษณาที่ดีมันทำให้คนไม่รำคาญครับ ตอนที่เขาเล่นเฟสบุ๊คแล้วเห็นโฆษณาไปด้วย

โฆษณาไม่ดีทำให้เขาเสียโอกาสครับ และอาจจะทำให้คนไม่อยากเล่น Facebook เพราะโฆษณาแย่ๆ ด้วยครับ

จำได้ไหมครับ ตอนไม่กี่ปีมาแล้วที่ Facebook กำลังเปิดให้ทำโฆษณาใหม่ๆ เขาให้ใครก็ได้ทำโฆษณาอะไรก็ได้ ไม่ได้สนอะไรเลย

Facebook Advertisement

นี้คือโฆษณา Facebook ในตอน 4 ปีก่อนครับ เห็นไหมครับว่า Facebook เมื่อก่อนเขาอยากจะได้เงินแค่ไหน? ผมถึงกับต้องเบลอเอาไว้เลยครับ ไม่งั้นมัน 18+ จริงๆ

เขาปล่อยให้ใครก็ได้ทำโฆษณาครับ โฆษณาอะไรก็ได้ไม่สน ขอให้ได้เงินในตอนนั้นก่อนแล้วเขาค่อยพัฒนาครับ

ตอนนั้นโฆษณาแบบนี้ ทำให้ Facebook เสียผู้เล่นค่อนข้างเยอะครับ โดยเฉพาะในประเทศตะวันตก เช่น อเมริกา ที่มีการแข่งขันกันใน App พวก Social media กันเยอะครับ

เขาไม่อยากจะให้ตัวเขาเสียผลประโยชน์ในประเทศไทยแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นเขาต้องคัดคุณภาพของโฆษณาสักหน่อยครับ ไม่งั้นคนไทยอาจจะไม่ชอบการเล่นเฟสบุ๊คไปเลยครับ เพราะว่าโฆษณามันกวนใจไปหน่อย

Facebook Advertisement

อย่างโฆษณานี้ ผมเห็นมาไม่รู้จะกี่รอบละ ผมไม่เคยกดเลย เพราะว่าผมไม่เคยสนใจอะไรแบบนี้ครับ

ผมคิดว่าเขาคงจะเจาะจงแค่ “Business owner” หรือ “เจ้าของธุรกิจ” เท่านั้นครับ ไม่ได้เจาะจงอะไรไปมากกว่านี้

เพราะฉะนั้นผมเห็นโฆษณานี้หลายรอบมากครับ แต่ก็ยังยิงมาหาผมเรื่อยๆ คุณคิดว่ามันจะเป็นยังไงครับถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับหลายๆคน?

คุณจำเกี่ยวกับเรื่อง CTR ที่ผมพูดถึงได้ไหมครับ? ใช่ครับ ว่าค่า Relevance score ของเขาต้องต่ำลงแน่นอนครับ เพราะยิงโฆษณาไปเจอแต่ใครที่ไม่สนใจ

ผลกระทบที่ตามมาก็คือค่าโฆษณาแพงขึ้นแน่นอนครับ เพราะว่า Facebook เขามีพื้นที่โฆษณาจำกัดครับ (หน้า Feed ของทุกคน) เพราะฉะนั้นเขาต้องใช้พื้นที่อย่างเป็นประโยชน์

โฆษณาที่ไม่ได้ผลมาก เขาก็จะคิดราคาแพงขึ้นหน่อยครับ ตามนั้นเลยให้เขาได้กำไรกลับไปครับ ถ้าคนโฆษณาแล้วไม่ได้ผล เดี๋ยวเขาก็หยุดไปเอง

Facebook Advertisement

โฆษณาตัวนี้ทำออกมาค่อนข้างดีครับ แต่ผมไม่เคยดาวน์โหลดอะไรของเขานะครับ เพราะผมไม่มีความสนใจเกี่ยวกับ Email marketing ตรงนี้เท่าไหร่ เพราะมันสำหรับคนเริ่มใหม่ครับ

แต่เขาทำโฆษณาออกมาได้ดี ดูจาก Engagements และตัวเลขอื่นๆแล้ว ผมว่าค่าโฆษณาของเขาต้องไม่แพงมากแน่นอนครับ

ดูรวมๆ แล้ว เขาทำออกมาค่อนข้างน่าสนใจเลยครับและสังเกตใช่ไหมครับ? เขาใช้วิดีโอในการทำโฆษณานี้ครับ

มันยิ่งจะทำให้ค่าโฆษณาถูกดันลดลงไปอีกครับ ผมคิดว่าเขาน่าจะทำเงินจากตรงจุดนี้ได้เยอะพอสมควรครับ

พอจะเห็นภาพใช่ไหมครับว่า Facebook เขามีการคิดยังไงเกี่ยวกับธุรกิจของเขาครับ? เขาพยายามที่จะเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทเขา

แต่ถ้าคุณทำโฆษณาเก่งจริงๆ เขาก็ทำอะไรคุณไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าคุณพัฒนาไปไกลกว่าที่เขาคิดไว้แล้ว

เฟสบุ๊คอยากจะให้คนอยู่ในเว็บ/App นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

อย่างที่ผมบอกไปตอนแรกครับว่า Facebook จริงๆแล้วเขาก็เป็นแค่บริษัทโฆษณาเท่านั้นเองครับ เขาเป็นบริษัทที่เน้นหาเงินจากการที่มีคนมาโฆษณากับเขาครับ

แล้วเฟสบุ๊คใช้ส่วนไหนโฆษณาล่ะครับ?

Facebook Feed

ใช่ครับ ใช้หน้า Feed ของคุณที่รวมไปถึงพวก Sidebar ข้างๆ เนี้ยแหละครับ เพื่อทำไว้ลงโฆษณาใช่ไหมครับ?

คุณลองคิดดูครับว่าถ้ามีคนใช้เวลาใน Facebook แค่ไม่เกิน 2 นาที เขาจะเห็นโฆษณากี่ตัวครับ? ก็ไม่เท่าไหร่ จริงไหมครับ?

เพราะฉะนั้นเขาเลยอยากจะให้คนใช้เวลาใน Facebook ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ เฟสบุ๊คเลยสร้างกลุ่ม หรือ Marketplace อะไรต่างๆ ขึ้นมาครับ

ให้เหมือนกับว่าเราอยู่ในสังคมในโลกของ Facebook ไปเลยครับ ถ้าเขาสามารถให้คุณสั่งข้าว และได้รับผ่านหน้าจอได้เลย เขาก็ทำไปแล้วครับ

กราฟแสดงผลคนที่ใช้ Facebook Instagram และ Twitter

จากกราฟเราจะเห็นว่าคนใช้ Facebook อยู่ประมาณวันละ 555+ นาทีโดยเฉลี่ยครับ ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลของทางอเมริกานะครับ

ซึ่งผมคิดว่าในประเทศไทยน่าจะสูงกว่านี้หน่อยครับ เพราะว่าประเทศเราไม่ได้มี App แข่งกันเรื่อง Social media เยอะครับ มีแต่ Facebook อย่างเดียว แต่ในประเทศตะวันตกมีเยอะเลยครับ

เพราะฉะนั้นผมเลยอยากจะบอกว่า ตอนนี้ Facebook เขาจะมุ่งไปที่การทำยังไงก็ได้ให้คุณกลับมาใช้เวลาใน Facebook ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

Facebook Notification

เฟสบุ๊คเริ่มส่งอะไรพวกนี้มาให้ผมมากขึ้นครับ โดยเมื่อก่อนจะส่งไปยังบัญชีธุรกิจของผมเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับบัญชีส่วนตัวครับ

แต่ตอนนี้เริ่มส่งมาให้ผมดูบ่อยๆ ผมเลยปิดแจ้งเตือนในโทรศัพท์แมร่งเลย เพราะว่ามันรำคาญครับ นึกว่ามีอะไรสำคัญเลยเข้าไปดู ที่ไหนได้เป็นอะไรที่ผมเห็นไปแล้วทั้งนั้นครับ

ถ้าคุณเห็นบริษัททำแบบนี้ คุณจะบอกได้เลยครับว่าเขาเริ่มถึงทางตันแล้ว เขาไม่มีไม้ไหนที่เขาสามารถงัดมาสู้ได้แล้วครับ เขาเลยต้องใช้วิธีบังคับครับ

ผมคิดว่าเขาอาจจะโดนกดดันจากผู้บริหารให้เพิ่มคนใช้เวลาใน Facebook ให้ได้ ไม่งั้นเขาอาจจะโดนไล่ออกหรือไม่ผ่านเกณฑ์อะไรของเขาสักอย่าง

เพราะผมเองเคยทำงานกับบริษัทพัฒนา App พวกนี้ครับ เขากดดันกันค่อนข้างสูงครับ คุณเลยเห็นเขาใช้วิธีอะไรพวกนี้ ที่จริงๆแล้วคนทั่วไปเขาไม่ทำกันหรอกครับ

ผมพูดเพราะว่าผมอยากจะให้คุณเห็นเบื้องลึกของเขาครับว่าเขาเป็นยังไ เขาคิดยังไง คุณจะได้ตามเขาทันครับ

วิธีที่จะทำให้คุณได้เปรียบคู่แข่งได้

ผมเชื่อเลยครับว่าคู่แข่งของคุณเขาไม่รู้อะไรที่คุณอ่านจากบทความผมตอนนี้หรอกครับ คนส่วนใหญ่ก็แค่ไปตามกระแสลมเท่านั้นครับ ถ้าไม่ถึงวิกฤตจริงๆ ก็ไม่ทำอะไร

แต่ตอนนี้คุณได้เปรียบเขาแล้วครับ เพราะว่าคุณพอที่จะเห็นภาพ และเข้าใจระบบของ Facebook มากขึ้นครับ

ตอนนี้คุณเข้าใจแล้วว่า Facebook ชอบให้คนอยู่ในเว็บนานๆ เพราะฉะนั้นถ้าคุณเป็นคนที่ทำให้ Facebook ได้คนมาใช้เวลาในเว็บนานๆ Facebook จะช่วยให้คุณมีคนมองเห็นมากขึ้นครับ

ดูอย่าง Facebook live สิครับ

Facebook live

ผมถามคุณหน่อย ถ้าคุณลงวิดีโอธรรมดาเนี้ย มันจะมีแจ้งเตือนแบบนี้ไหมครับ? แทบจะไม่มีเลยจริงไหมครับ

แต่ถ้ามีใครทำ Live ขึ้นมา มันจะมีแจ้งเตือนขึ้นมาแบบนี้อยู่ตลอดครับ เพราะว่าอะไรครับ คุณลองคิดดูครับ?

Credit : Themediakix

ก็เพราะว่าเขารู้ไงครับว่าคนชอบดู Live มากกว่าวิดีโอทั่วไป คนเขาชอบดู เขาก็เลยใช้เวลาดูนานจริงไหมครับ?

อาจจะเป็นเพราะว่าเขามีโอกาสได้คุย และแสดงความคิดเห็นให้กับศิลปินที่เขาชอบหรือยังไงครับ ทำให้ Facebook เห็นว่า Facebook live สำคัญ เขาเลยช่วยให้คนทำ Live มีคนเห็นมากขึ้นครับ

Credit : Panicha Thammachai

คุณลงวิดีโอขายของธรรมดากับขายผ่าน Live อันไหนขายได้เยอะกว่ากันครับ? มันก็ต้องผ่าน Live อยู่แล้วใช่ไหมครับ?

ตอนนี้เราเลยเห็นคน Live เยอะเต็มไปหมดครับ หน้า Feed ผมลองเลื่อนๆลงมาดู มีแต่คนทำ Live ขายของครับ เพราะว่าผมอยู่ในกลุ่มพวกขายของมือสองอะไรพวกนี้ครับ ก็เลยเห็นบ่อยเลย

เราจะเห็น Trend นะครับ ว่าการดูวิดีโอเหมือนที่ผมพูดไปตอนแรกว่ามันจะมาแทนที่การลงรูปอะไรทั่วไปครับ

Credit : Animal lovers

ผมเป็นคนรักสัตว์ครับ (ไม่อยากจะเรียกว่าสัตว์เลย แหะๆ) ผมก็เลยชอบกดติดตามเพจอะไรพวกนี้ครับ หน้า Feed ผมจะมีแต่วิดีโอน่ารักๆพวกนี้แหละครับ ฮ่าๆ

ผมจะสังเกตว่าส่วนใหญ่ที่มีคนกดไลค์เยอะๆ จะเป็นวิดีโอหมดเลยครับ ไม่ค่อยมีภาพสักเท่าไหร่

ผมเดาว่าถ้าอะไรที่เป็นวิดีโอ คนจะรู้สึกว่าเข้าถึงได้มากกว่าครับ มากกว่าที่จะเป็นแค่ภาพนิ่งๆ เฉยๆ ครับ

อย่างที่ผมบอกครับว่าถ้าอยากที่จะได้เปรียบคู่แข่งของคุณ ให้คุณเน้นวิดีโอไว้ก่อนครับ แล้วภาพค่อนมาว่ากันทีหลังครับ

ไม่ว่าคุณจะลง Content อะไร ถามตัวเองก่อนว่า “กูลงเป็นวิดีโอได้ไหมวะ?” นะครับ ถ้าลงเป็นวิดีโอได้ ก็ให้ลงเป็นวิดีโอเอาครับ

ไม่ต้องเป็นอะไรที่เป็นมืออาชีพก็ได้ครับ วิดีโอทั่วไปเนี้ยแหละครับ จับกล้องมาถ่ายแล้วก็ถือสินค้าของคุณไปเนี้ยแหละครับ

เพราะว่าใน Facebook คนเขาไม่ได้หวังว่าคุณจะต้องเป็นมืออาชีพมาขายอะไรพวกนี้ครับ เขารู้ว่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ก็มีถมไป

มันไม่แปลกครับ ถ้าคุณจะมาถือกล้องแล้วถ่ายอะไรพวกนี้แบบง่ายๆ ครับ

Credit : คุณแนน

ถ้าคนใน Facebook ต้องการความเป็นมืออาชีพจริงๆ คนพวกนี้ขายของไม่ได้หรอกครับ จริงไหมครับ?

ปัญหาของคนที่ซื้อของในประเทศเรา ไม่ใช่ความไม่เป็นมืออาชีพของคนขายนะครับ แต่มันก็คือ “คนเขากลัวโดนหลอก” ครับ

เพราะว่ามีเรื่องราวที่ว่าจ่ายเงินไปแล้วไม่ได้ของกลับมา โดนคนขายบล็อกไปเลย อะไรพวกนี้มีอยู่เยอะครับ ดังนั้นคนไทยก็เลยกลัวๆ กันครับ

การลงเป็นวิดีโอหรือทำ Live ขึ้นมา มันทำให้เขารู้สึกว่าเขา “เข้าถึงได้” ครับ และทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ

เขาต้องการแค่นี้เองครับ แล้วเรื่องอื่นค่อยไปว่ากันทีหลังครับ ถ้าคุณสามารถทำ Content คุณส่วนใหญ่เป็นวิดีโอได้ คุณก็จะได้เปรียบคู่แข่งคุณไปหลายกิโลแล้วครับ

คุณไม่ต้องเชื่อผม 100% ก็ได้ครับ แต่คุณต้องลองเอาไปทำดูครับ คุณจะได้เห็นความแตกต่างขึ้นกับยอดขายของคุณแน่นอนครับ

เฟสบุ๊คอยากให้แฟนเพจ = หน้าตาของธุรกิจคุณบนโลกออนไลน์

ตัวนี้มันไม่ใช่ปัญหาอะไรหรอกครับ แต่มันคือแนวทางพัฒนาของ Facebook ครับ มันก็เกี่ยวเนื่องมาจากการที่ว่าเขาอยากจะให้คนอยู่ในเว็บนานๆนั้นแหละครับ

เขาเลยอยากจะให้เราๆทุกคนเนี้ยใช้ Facebook ให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ และใช้กับทุกๆอย่างด้วย เขาเลยอยากจะให้เราใช้แฟนเพจมากขึ้นครับ

Credit : Fastwork

คุณลองดูเพจของ Fastwork ครับ เขามีอะไรบ้างครับ? มีชื่อ ที่อยู่ เรื่องราวของเขา รูปภาพต่างๆ อะไรอีกเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดจริงไหมครับ?

และคุณสามารถส่งข้อความหาเขาผ่าน Facebook ได้เลยหรือแม้แต่สมัครสมาชิกเว็บ Fastwork สามารถกดผ่าน Fan page ได้เลย

คุณคิดว่ามันพอที่จะเป็นหน้าตาของธุรกิจได้ไหมครับ? คุณคิดว่าถ้าคุณเข้ามาในเพจของร้านอาหารร้านหนึ่ง แล้วคุณคิดว่าคุณจำเป็นต้องเข้าไปดูในเว็บเขาไหมครับ?

ก็คงไม่แล้วใช่ไหมครับ เพราะว่าตอนนี้คุณรู้แล้วว่าร้านอาหารนี้เป็นยังไง มีเมนูอะไรบ้าง ถ้าอยากจะติดต่อเขาต้องทำยังไง และมีแม้กระทั้งรีวิวครับ ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นรีวิวปลอมก็เถอะครับ ฮ่าๆ

ผมบอกเพราะว่า Facebook อยากจะเดินไปทางแนวนี้ครับ อยากจะให้แฟนเพจคือทุกๆอย่างที่คุณต้องการ

เมื่อก่อนแฟนเพจหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ

Credit : Handmadeology

คุณจะเห็นว่ามันไม่มีห่าอะไรเลยจริงๆ มันเป็นแค่หน้าเพจที่เน้นให้คนมากดไลค์ และติดตามแฟนเพจนี้ว่าเขาจะโพสต์อะไรบ้างครับ

ตอนนี้ Facebook ไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้นแล้วครับ เขาต้องการให้แฟนเพจคือหน้าเว็บดีๆ นั่นเองครับ

เขาเลยลด Reach (การเข้าถึง) ลง เรื่อยๆ ครับ เขาต้องค่อยๆ ลดครับ ถ้าลดเยอะเกินคนจะประท้วงด้วยการหยุดสร้างแฟนเพจไปเลยครับ Facebook ก็จะซวยแบบเหี้ยๆ ไปเลยครับ

เพราะฉะนั้นต้องลดลงทีละนิดครับ ลองดูจากกราฟครับ

Credit : Edgerankchecker

เราจะเห็นว่ามันค่อยๆลดลงมาเรื่อยๆ ครับ เป็นขั้นบรรไดเลย มันไม่สามารถลดได้ทีเดียว 10% ครับ

ถ้าเกิดคนเลิกใช้ Fan page ขึ้นมาจะทำยังไง Facebook ก็จะมีแต่โพสของคนอัพเดทสเตตัส มันก็น่าเบื่อเกินไปครับ

แล้วคุณจะต้องทำยังไง ถ้าอยากจะได้ Reach เพิ่มขึ้นครับ? Facebook มีแผนครับ เขาอยากจะให้คุณสร้างกลุ่มขึ้นมาครับผม

Credit : The Digiterati

คุณจะสังเกตเห็นว่าโพสของกลุ่มมันจะขึ้นหน้า Feed คุณมากกว่า โพสต์ทั่วๆไปที่มาจากแฟนเพจครับ

อย่างที่ผมบอกครับ Facebook อยากจะให้หน้าเพจของคุณเป็นแค่หน้าเว็บ และให้คุณสร้างกลุ่มย่อยขึ้นมาอีกทีเพื่อที่จะให้เข้าถึงแฟนๆของคุณได้ครับ

การลด Reach จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเพราะว่าเขาอยากที่จะได้ค่าโฆษณาเพิ่มอย่างเดียวนะครับ มันคือการฝึกเราไปในตัวครับว่าต้องทำยังไง

คนเราถ้าบอกไปตรงๆเลยว่าต้องทำอะไร เขาจะไม่ค่อยทำกันครับ เพราะฉะนั้น Facebook เลยต้องค่อยๆปรับเปลี่ยนแบบนี้ครับ เพื่อจะให้คนทำตามครับ

อย่างเมื่อก่อน ไม่รู้ว่า Apple เมื่อก่อนเขาเอาช่องใส่ CD ออกนะครับ ช่องที่เราใส่ CD เข้าไปแล้วสามารถเบิร์นเพลงอะไรลง CD ได้น่ะครับ

Credit : Raymond.CC Blog

รู้ไหมครับ เมื่อก่อนเขามีคนด่า Apple เยอะมากครับ ว่ามันคือการตัดสินใจที่แย่มาก และคนส่วนใหญ่ไม่ชอบ ถึงกับมีการด่า Apple ออกสื่อกันมากมายครับ

Apple ทำเพราะว่าอยากจะให้คนใช้ iCloud กันมากขึ้นครับ ถ้าคนที่ยังไม่เข้าใจว่า iCloud คืออะไร มันคือการเก็บไฟล์ของคุณไว้ในเว็บน่ะครับ เหมือน Google drive เป็นต้นครับ

Facebook ก็เหมือนกันครับ เขาพยายามจะให้คนเห็นโพสต์น้อยลง เพราะว่าเขาอยากจะให้คุณไปให้ความสนใจกับกลุ่มมากขึ้นครับ เพราะฉะนั้นให้คุณสร้างกลุ่มขึ้นมาครับ

วิธีการที่ยังทำให้คนเห็นโพสของคุณได้

ถ้าคุณยังอยากจะทำเพจอยู่และยังอยากจะให้มีคนเห็น ผมก็ยังพอจะมีวิธีที่ทำให้แฟนเพจของคุณเห็นโพสต์คุณได้อยู่ครับผม

คุณต้องเข้าใจนะครับว่า Facebook อยากจะให้คุณใช้เวลาในเฟสบุ๊คนานๆ (พูดเป็นครั้งที่ 1 พันล้าน ฮ่าๆ) เพราะฉะนั้นเขาต้องสรรหาโพสต์ที่มันน่าสนใจมาให้คุณได้เห็นใช่ไหมครับ?

เพราะว่าถ้าคุณเห็นโพสต์ที่คุณชอบบ่อยๆ คุณก็จะมีโอกาสที่จะใช้เวลาอยู่ในเว็บนานขึ้นไปอีกเรื่อยๆ จริงไหมครับ?

มันจะมีน้อยมากครับ โพสต์ที่มันไม่ค่อยน่าสนใจ และสามารถมาขึ้นหน้า Feed ของคุณได้ครับ นอกเสียจากคุณจะตั้งให้เห็น “See first” แบบนี้ครับ

นอกจากนี้ เป็นไปได้ยากมากครับที่โพสต์ของคุณจะมีโอกาสขึ้นหน้า Feed ของแฟนเพจของคุณได้ ส่วนใหญ่จะได้เข้าถึงประมาณ 2% เท่านั้นเองครับ

เรามาดูกันครับว่า Facebook เขาวัดยังไงว่าโพสต์ไหนมีคนสนใจเยอะ โพสต์ไหนที่คนไม่ชอบกัน

เขาดูกันที่ “การมีส่วนร่วม” ของแฟนเพจของคุณครับ เรามาดูกันครับว่า การมีส่วนร่วมแบบไหนที่เฟสบุ๊คคิดว่ามีผลมากที่สุดครับ

Credit : Hubspot

Facebook ชอบแบบเหี้ยๆ เลย ก็จะมี คอมเมนต์ แชร์ และก็การให้ Emoji ทั้งหลายครับผม ถ้าเป็น Like นี้ไม่ค่อยเท่าไหร่นะครับ

ส่วนพวกปานกลาง ไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไหร่ก็จะมีคลิกเข้าไปดูเว็บ หรือดูวิดีโอเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น และหยุดดูโพสต์เฉยๆ ครับ

ถ้าเพจของคุณมีอะไรพวกนี้เยอะๆ จากแฟนๆ ของคุณ ผมมั่นใจครับว่าคุณจะได้ Reach ที่สูงกว่าเพจอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งของคุณแน่นอนครับ

Credit : ของผมเอง ฮ่าๆ

ผมอยากจะเน้นหน่อยนะครับว่าเฟสบุ๊คเขาจะให้ความสำคัญกับ “ความคิดเห็น” หรือคอมเมนต์เยอะเป็นพิเศษครับ

เพราะว่าอยากที่บอกไปครับว่าโพสต์จะมีคนติดหรือไม่ติด ส่วนใหญ่เขาจะดูที่คนเมนต์ครับ บางโพสต์ผมอ่านแล้วชอบคอมเมนต์มากกว่าตัวโพสท์อีกครับ

เพราะว่าหลายๆคอมเมนต์มันก็ตลกดี อ่านแล้วก็เพลินๆครับ และ Facebook ก็รู้ตรงนี้ด้วยครับ เขารู้ว่าคนชอบอ่านคอมเมนต์ เพราะฉะนั้นโพสต์ที่ได้คอมเมนต์เยอะๆ เขาจะมีคนเห็นเยอะกว่าโพสต์ที่ไม่ค่อยมีคอมเมนต์ครับ

พอจะเห็นภาพใช่ไหมครับว่าเฟสบุ๊คเขาคิดยังไง?

สรุปเลยว่าต้องทำยังไงดี…

ตอนนี้คุณก็พอที่จะเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าเฟสบุ๊คเขาคิดยังไง เขาต้องการที่จะมีแนวทางที่จะพัฒนาไปทางไหน จริงไหมครับ?

เอาง่ายๆเลย เขาต้องการอยู่แค่ 1 อย่างเท่านั้นครับ

  • เพิ่มรายได้ให้กับบริษัทเขา

นอกเหนือจากนั้น มันเป็นผลที่พวงมาจากจุดประสงค์นี้ล้วนๆเลยครับ ดังนั้นถ้าคุณกลายเป็นคนที่ช่วยให้เขาบรรลุเป้าหมายนี้ได้ เขาก็จะให้คนให้คุณมากขึ้นครับ

อย่างที่เรารู้ๆกันอยู่ว่า Facebook เขาให้เราใช้เว็บของเขาฟรีเพราะว่าอะไรครับ? เพราะว่าเขาจะได้ใช้หน้า Feed ของเราเพื่อลงโฆษณาได้ไงครับ

อีกตัวหนึ่งที่ผมอยากจะเน้นก็คือ “เฟสบุ๊คอยากจะให้คนใช้เวลาในเว็บ/App นานๆ” ครับ เพราะฉะนั้นคุณต้องช่วยเขาหน่อยครับ

เขาง่ายๆเลย Facebook คิดประมาณว่า “มึงช่วยกู กูช่วยมึง” หรือในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “You scratch my back, I scratch yours” ครับ

เพราะฉะนั้นใช้วิดีโอเยอะๆครับ คนชอบวิดีโอ คุณใช้วิดีโอเยอะ คนก็จะอยู่ดูวิดีโอคุณนานๆ ถ้าคนอยู่ดูวิดีโอของคุณนานๆ พี่มาร์คของเราก็จะมีความสุขครับ

สำหรับวันนี้ขอให้โชคดี และขายของกันให้มั่งคั่งครับผม ถ้ามีอะไรถามผมได้ในคอมเมนต์เลยนะครับ ผมจะพยายามตอบทุกๆ คอมเมนต์ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ครับ

Good luck นะครับ!

Joe Jitnarin

Co-founder at ZOZAV
ผู้ร่วมก่อตั้ง zozav.com และบริษัท Global Digital Ad, Co. Ltd. ขณะนี้เป็นที่ปรึกษาให้กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในไทยกว่า 14 บริษัท และสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ SME ในไทยมากกว่า ฿37.2 ล้านบาท โดยใช้โฆษณา Facebook และ Google
การทำโฆษณา Adwords ให้ได้ผลจริง
Previous reading
7 เทคนิคไว้ทำโฆษณา (Facebook)ให้กับ ”สินค้าเสริมความงาม”
Next reading
แฟนเพจหมดยุคแล้ว! คุณต้องแก้ไขและปรับตัวยังไง