Chat with us, powered by LiveChat

วิธีทำ SEO ให้ขึ้นหน้า 1 ของ Google ขั้นเทพ (สำหรับมือใหม่)

หลายๆคนที่นึกถึงคำว่า SEO ก็คงจะคิดถึงแต่การทำให้ขึ้นหน้าแรกของ “Google” ใช่ไหมครับ?

แต่จริงๆแล้ว โดยรวม SEO (Search Engine Optimization) มันคือการทำให้เว็บของคุณค้นหาและเข้าใจง่ายโดยระบบค้นหาและจัดการข้อมูลออนไลน์อย่าง Google ครับ

จริงๆ แล้ว มันก็จะมี Google Yahoo Bing และอะไรอย่างอื่นเต็มไปหมด แต่ในประเทศของเรา เราเน้นกันหลักๆเลยก็คือ Google อย่างเดียวเลยครับ

เท่าที่ผมไปเช็คดู ประเทศของเรายังมีการใช้ Google เป็นอันดับ 1 อยู่เลยครับ

สถิติ Alexa

เพราะฉะนั้น วันนี้ผมจะมาแชร์ประสบการณ์ และความรู้ทุกๆอย่างที่ผมมีเกี่ยวกับการทำ SEO ให้กับ Google ให้ได้ผลจริงครับ

สำหรับสไตล์ผมก็คงจะรู้ๆกันอยู่นะครับว่า ผมจะเน้นสายฟรีไว้ก่อนครับ จะไม่เสียเงินถ้าไม่จำเป็นครับผม เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงครับ มากับผม ไม่เสียตังค์โดยเปล่าประโยชน์แน่นอนครับผม

บทความนี้มีอะไรบ้าง

การทำขึ้นหน้าแรกของ Google ยากไหม?

นี่เป็นคำถามที่ผมมั่นใจครับว่าหลายๆ คนก็ต้องมีผุดขึ้นมาในหัวบ้างซึ่งคำตอบนั้น มันไม่ได้ตอบกันง่ายๆครับ เพราะว่ามัน “ขึ้นอยู่กับการแข่งขัน” อีกทีครับผม

เราต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า Google เขาจะเอาเว็บแต่ละเว็บขึ้นหน้าแรกนั้น เขาต้องทำยังไง และมีกระบวนการความคิดอะไรยังไงคร่าวๆ บ้างครับ

Google จะดูหลักๆ เลยอยู่ที่ 3 ตัวครับผม 

1.) ความน่าเชื่อถือของเว็บ — ตรงนี้เท่าที่ผมเคยทำมา Google จะดูที่ว่าอายุของ Domain name ของคุณนานหรือยังและทำ Content มานานแค่ไหนแล้วครับ

ถ้าเป็นเว็บใหม่ๆ ก็จะขึ้นหน้าแรกของ Google ยากหน่อยครับ เพราะว่ามันมีพวกที่เคยทำเว็บขึ้นมาแล้วก็ Spam จนได้ขึ้นหน้า 1 แล้วก็ไม่อัพเดทเว็บครับ ทำให้ระบบของ Google เสียไปหมดเลย

เพราะว่าอย่าลืมนะครับว่า Google จะอยู่หรือไปได้ มันขึ้นอยู่กับการที่เขาเอาผลลัพธ์ให้คำค้นหาของคุณได้ดีครับ

ยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ ถ้าคุณค้นหาคำว่า “ประเทศไทยมีกี่จังหวัด”

Google Search

แล้วผลที่ออกมาดันเป็นแบบนี้บ่อยๆ คุณจะพยายามค้นหาบ่อยๆ ไหมครับ?

Google Search

ก็ไม่จริงไหมครับ? เพราะฉะนั้นการที่ Google รู้ว่าเว็บของคุณอยู่มานานแล้วและมีความน่าเชื่อถือ มันจะทำให้เขารู้ว่าคุณคงไม่ Spam เว็บตัวเองหรอก เพราะคุณคงไม่อยากจะเสียชื่อเสียงเพราะอะไรแค่นี้

2.) Backlinks ของคุณมาจากไหน — อย่างที่ผมบอกไปตั้งแต่ตอนแรกครับว่า Google เขาอยากจะรู้ว่ามีอะไรไหมที่บ่งบอกว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บที่มีชื่อเสียงเขาจะได้เอาไปขึ้นหน้าแรกหรืออันดับต้นๆ ของเขาได้

Backlinks

เพื่อให้เอามาเป็นตัวอย่าง นี้ผมไปถ่ายหน้าจอมาจาก Contentshifu ครับ จะเห็นว่าเขาลิงค์ข้อความตรงนี้กลับไปถึงบทความที่เขาอ้างอิงมาอีกที

ตรงนี้แหละครับที่เขาเรียกว่า “Backlinks” ครับผม

ตัวนี้มันมีประโยชน์ยังไงในสายตาของ Google งั้นเหรอครับ? มีแน่นอนครับ คุณลองคิดตามผมไปนะครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังครับ

นี้คือสายตาของ Google ตอนที่เขาเห็นว่าเว็บของคุณไม่ค่อยมี Backlinks ครับ (หรืออาจจะไม่มีเลย)

ทั้งโล่ง ทั้งหวิว

มันดูโล่งๆ หวิวๆ ใช่ไหมครับ? ถ้าคุณเป็นคนดู คุณจะคิดว่าทีมนี้เป็นยังไงครับ? ดูเขาคงจะไม่มีชื่อเสียงแน่เลยใช่ไหมครับ?

ถ้าเปรียบกับเว็บ Google ก็จะเห็นว่าเว็บพวกนี้ไม่มีชื่อเสียง ใครก็ไม่ลิงค์หา แสดงว่าไม่มีประสิทธิภาพแน่นอนเลย ไม่กล้าเอาขึ้นหน้าแรก กลัวแป๊กครับ

แต่ในทางกลับกัน ถ้าทีมของคุณมีคนเข้ามาดูแบบนี้ทุกๆ ครั้งที่ลงเตะในสนาม คุณจะรู้สึกยังไงครับ?

คนเยอะจังเลย

รู้สึกว่าทีมนี้คงจะดังและมีชื่อเสียง แฟนๆ ติดตามเยอะแยะเต็มไปหมดจริงไหมครับ? ในส่วนของ Google ก็เหมือนกันครับ

เขาจะมองเว็บที่มี Backlinks เยอะๆ เป็นเว็บที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับครับ เขาจะอยากให้เว็บของคุณขึ้นหน้าแรก

แต่คุณอาจจะคิดว่า “เห้ย งั้นมีลิงค์เยอะๆ มันก็ดีสิ กูได้ขึ้นหน้าแรกแน่นอนเลย”

ไม่น่าเชื่อ!

แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ สมัย 5–6 ปีก่อน อาจจะใช้ลิงค์จากเว็บไหนก็ได้ครับ แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้วครับผม

Google เขาเปลี่ยนระบบเขา (Algorithm) บ่อยเหมือนกันนะครับ ตอนนี้เขาเข้มกับพวกลิงค์มากครับ

อย่างว่าครับ เขาเคยเจอคน Spam ส่งลิงค์ให้กับเว็บตัวเอง จนได้ขึ้นหน้า 1 กันเต็มไปหมดครับ

อย่างเว็บที่ชื่อว่า SEOClerks เขาเป็นเว็บคล้ายๆกับ fastwork ครับ ว่าสำหรับให้ฟรีแลนซ์เข้ามาลงบริการและขายผ่านเว็บครับ

SEOClerks

นี้คือ 1 ในบริการที่สร้างลิงค์ให้กับลูกค้าของเขาครับ เพียงแค่คุณจ่าย $5 (ราวๆ 165.60 บาท) เขาก็จะสร้างลิงค์ให้ 132 ลิ้ง หรือ 30ลิงค์คุณภาพเทพๆให้ครับ

สมัยก่อนมันได้ผลนะครับ แต่ตอนนี้ผ่านมา 7 ปีแล้วครับ (วันที่เขาเริ่มสร้างบริการนี้) ตอนนี้มันไม่ได้ผลแล้วครับ

ผมบอกตรงๆเลย สมัยที่ผมเริ่มใหม่ๆ ไม่ค่อยรู้อะไรมาก ผมก็ใช้บริการอะไรแบบนี้เหมือนกันครับ

มันได้ผลดีเลยนะครับ ผมจ่ายไปแค่ $25 (ราวๆ 820 บาท) แต่เว็บของผมขึ้นหน้า 1 ของ Google เลย

แต่ก็อยู่ได้ไม่นานหรอกครับ หลังจากนั้นมาก็โดน Google เล่นเข้าให้ เขาปรับให้ไปอยู่อันดับ 300+ ซวยเลย ฮ่าๆ

ตอนนี้ Google เขาจะดูแต่ Backlinks ที่มาจากเว็บที่น่าเชื่อถือเท่านั้นครับ และเว็บพวกนั้นต้องไม่ออกลิงค์ให้คนมั่วๆ ด้วยนะครับ

ไม่อย่างนั้น Google จะเห็นว่าเว็บพวกนี้เขาขายลิงค์ครับ เดี๋ยวเขาจะโดนไปด้วยครับ

ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆให้ดูนะครับผม เช่น ถ้าคุณได้ Backlinks จากเว็บ oajsoijid.com (ผมมั่วเอา) กับเว็บ Wikipedia.com คุณคิดว่าอันไหนมันดูน่าเชื่อถือในสายตาของ Google มากกว่ากันครับ?

มันก็ต้องเป็นเว็บ Wikipedia อยู่แล้วจริงไหมครับ?

เพราะฉะนั้นตอนนี้ถ้าคุณอยากจะได้ Backlinks ผมแนะนำให้เน้นเฉพาะลิงค์ที่มีคุณภาพเท่านั้นนะครับ ไม่ใช่ว่าเว็บไหนก็ได้

3.) Social Shares — มีอยู่ช่วงหนึ่ง ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเป็นช่วงปี 2014–2015 มันเป็นช่วงที่ Google เริ่มมาสนใจพวก Social Shares หรือพูดง่ายๆเลยก็คือจำนวนที่คนแชร์บทความหรือเว็บของคุณบนโลกโซเชียลครับผม

ทุกๆวันนี้เขาก็ยังให้บริการอะไรประมาณนี้กันอยู่เลยครับ

Social Shares

แต่ก็น้อยกว่าแต่ก่อนเยอะมากครับ เพราะตอนนั้น Google เริ่มเห็นว่าเว็บที่ถูกแชร์เฉยๆ ในโลกโซเชียลคือสัญญาณที่บ่งบอกว่าเว็บนี้มีคุณภาพครับ

อย่างที่ผมพูดไปก็คือการที่ Google จะให้ใครขึ้นหน้าแรกได้ เขาต้องมั่นใจก่อนว่าสิ่งที่เอาขึ้นหน้าแรกนั้นมาจากเว็บที่มีคุณภาพครับผม

ตอนสมัย 7–8 ปีก่อน เขาไม่ได้สนเรื่องความมีชื่อเสียงของเว็บขนาดนั้นครับ ส่วนใหญ่เขาจะสนเรื่อง Backlinks เป็นหลักครับ

แต่พอพักหลักๆมา มีคน Spam พวก Backlinks เยอะ ก็เลยต้องดูเรื่องความน่าเชื่อถือของเว็บด้วยครับ

เรื่องความน่าเชื่อถือในสมัยนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นโซเชียลมีเดียครับ หลักๆในประเทศไทยก็จะมี Facebook Instagram Line และ Twitter ครับ

หลักการเดิมครับ ถ้าคุณจะอยากได้แชร์เยอะๆ พยายามให้ได้แชร์จากคนที่เขาอยากจะแชร์จริงๆนะครับ ไม่ใช่ขอแชร์ครับ

Facebook Page

แบบนี้ Google ไม่นับนะครับ และ Facebook ก็ไม่ปลื้มด้วยครับผม เพราะฉะนั้นถ้า Google เห็นอะไรแบบนี้ เขาก็จะมองว่าไม่ใช่แชร์ด้วยความดังครับ แต่เป็นแชร์เพราะว่าโดนขอให้แชร์มากกว่าครับ

พอจะเห็นภาพกันไปตามๆกันแล้วใช่ไหมครับผม?

ตอนนี้ผมก็หวังว่าคุณพอจะเริ่มเห็นภาพนะครับว่า Google เขาจะคิดยังไงเพื่อจะให้เว็บขึ้นหน้าแรกของเขาได้ครับ

ตัวนี้สำคัญมากครับที่คุณต้องเข้าใจ เพราะว่าระบบความคิดของเขาหลักๆ เลย ถ้าเราเข้าใจตรงกันอย่างที่ผมอธิบายไปแล้ว มันจะไม่เปลี่ยนง่ายๆหรอกครับ เพราะว่ามันเป็นความคิดหลักๆ ครับ

จะขึ้นหน้าแรกใช้เวลาประมาณเท่าไหร่?

คำถามนี้ก็ตอบยากเหมือนกันครับ เพราะว่ามันก็ขึ้นอยู่กับการแข่งขันในคำนั้นๆ ด้วยครับ แต่ไม่ต้องห่วงครับ ผมมีวิธีเช็คง่ายมาก (โคตรๆ) มาให้ดูกันครับ

สำหรับคนที่เคยทำ SEO มาก่อน ก็จะรู้นะครับว่าสมัยนี้มันขึ้นหน้า 1 ได้ มันใช้เวลาเยอะกว่าเดิมมากครับ เมื่อก่อนไม่เกิน 2 เดือนก็ขึ้นได้แล้ว ถ้าทำดีๆ

แต่ตอนนี้ ตามประสบการณ์ของผมแล้ว น่าจะอยู่ที่ราวๆ 6 เดือนขึ้นไปครับ สำหรับคำที่มันมีการแข่งขันทั่วไปนะครับ

ถ้ามีการแข่งขันสูงเลย ก็จะอยู่ที่ราวๆ 1 ปี + ครับผม

Google Search

ถ้าผมพิมพ์คำว่า “ทำ SEO” เข้าไป คุณจะเห็นว่า Google เจอเว็บ อยู่ 6.2 ล้านหน้าครับ คุณต้องไปแข่งขันกับเว็บพวกนี้ครับผม

เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าการแข่งขันค่อนข้างโหดเหมือนกันครับ สำหรับคำๆนี้

การแข่งขันใน Google

แล้วที่อยู่หน้าแรกกันก็เป็นเว็บใหญ่ๆ กันทั้งนั้นครับ เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะขึ้นหน้า 1 ของคำๆ นี้มีอยู่ 2 วิธีครับ

  1. สร้างแผนการทำ SEO ที่รัดกลุมและหวังผลระยะยาวเท่านั้น
  2. ซื้อโฆษณา Google Ad

เพราะอย่างว่าครับ คุณต้องไปแข่งกับเว็บพวกนี้ ที่ส่วนใหญ่เขาก็ทำ SEO เป็นกันอยู่แล้วครับ แต่ไม่ได้แปลว่าเป็นไปไม่ได้ครับผม แต่อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อยครับ

ผมคิดว่าคำหินๆ พวกนี้ อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปีเลยครับ กว่าจะเห็นผลได้ แต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรครับผม เพราะว่าถ้าขึ้นหน้า 1 ได้ คุณก็จะได้เงินกับมันเยอะเหมือนกันครับ (ถ้าคุณรับทำ SEO หรือ สอนคอร์สเกี่ยวกับ SEO)

แต่เราลองมาดูคำอื่นกันครับ มันคงไม่ได้ยากอย่างที่คิดทุกๆ คำหรอก จริงไหมครับ?

ผมลองพิมพ์คำว่า “ตัดหญ้าเชียงใหม่” เข้าไปนะครับ มาลองดูกันครับว่าผลมันจะออกมาเป็นยังไง

การแข่งขันใน Google

เราจะเห็นครับว่าคนที่เป็นคู่แข่งของคุณจริงๆจังๆ นั้นบอกเลยว่าไม่มีครับ เป็นแค่เพจ Facebook และ พันทิปเท่านั้นครับ และมีอีกเว็บหนึ่งที่แข่ง

ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย จริงไหมครับ?

เพราะฉะนั้นถ้าจะแข่งคำพวกนี้ น่าจะใช้เวลาไม่เกิน 6 เดือนครับ ถ้าคุณทำ SEO ออกมาดีจริงๆ น่าจะอยู่ที่ประมาณน้อยกว่า 3 เดือนด้วยซ้ำไปครับ

พอจะเห็นภาพแล้วใช่ไหมครับว่า การทำให้ขึ้นหน้าแรกของ Google นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยครับ เพียงแต่ต้องรู้จักว่าคำไหนควรจะสู้ (ตอนนี้) คำไหนควรจะสู้แบบระยะยาว ไม่ได้หวังผล

วิธีทำ SEO ขึ้นหน้าแรก (ของ Google) ให้ได้ผล ใครๆก็ทำได้

ตอนนี้เรามาถึงตอนที่ดุเด็ดเผ็ดมันส์แล้วครับ นั้นก็คือการลงมือทำกันจริงๆครับ ฮ่าๆ ผมชอบตอนนี้ที่สุดและผมหวังว่าคุณก็จะสนุกกับมันไปเหมือนผมครับ

ผมจะมาแชร์ความรู้ที่ผมได้มาจากประสบการณ์การทำ SEO ที่ผ่านมาในรอบ 8 ปีของการทำการตลาดและโฆษณาออนไลน์ของผมนะครับ

ผมมั่นใจครับว่าถ้าเพื่อนๆ เอาไปทำตาม ต้องได้ผลดีกว่าเดิมแน่นอนครับ เพราะว่าคุณจะเริ่มเข้าใจหลักการที่ถูกต้องครับ

ถ้าทำอะไรผิดๆ ไป อาจจะได้รับผลกระทบกับเว็บไซต์ของคุณ มากกว่าเสียครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมจะเน้นแต่สิ่งที่คุณเอาไปทำแล้ว มันจะไม่เป็นผลเสียต่อเว็บของคุณครับ

ถ้าไม่มีอะไรมากแล้ว เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับผม

ขั้นตอนที่ #1: ทำให้เว็บของคุณง่ายต่อการค้นหาจาก Google

การทำเว็บให้ง่ายต่อ Google ค้นหา นั้นก็เรียกกันง่ายๆว่า SEO นั่นแหละครับ แปลจากคำเต็มของมันก็คือ Search Engine Optimization เป็นไทยว่าจูนเว็บของคุณให้เข้ากับระบบค้นหาเว็บไซต์อย่าง Google ครับ

Google เขาจะมี Bot ตัวหนึ่งที่เขาเรียกว่า “Web Crawler” ครับ

Google Bot

ตัว Bot ตัวนี้จะทำการเข้าไปในแต่ละเว็บ เพื่อไปค้นดูโครงสร้างของเว็บคุณว่าคุณมีโครงสร้างเว็บยังไง และเข้าใจง่ายสำหรับคนทั่วไปหรือเปล่า

นี้คือขั้นตอนแรกที่ Google จะเอาเว็บคุณไปเรียงอันดับครับ ถ้าคุณเป็นเว็บใหม่และWeb Crawler เข้ามาในเว็บของคุณเรียบร้อยแล้ว (เข้ามาโดยอัตโนมัติครับ) เขาจะเรียกว่าเว็บของคุณถูก “Indexed” จาก Google แล้วครับ

ถ้าเว็บของคุณถูก Indexed แล้ว คุณจะสามารถใส่ชื่อเว็บเข้าไปใน Google แล้วมันจะขึ้นออกมาแบบนี้ครับผม

Indexed Website

แต่ถ้าเว็บของคุณยังไม่ได้ถูก “Indexed” มันจะไม่ขึ้นอะไรเลยครับ มันจะเป็นผลลัพท์ของเว็บอื่นแทนครับผม

ตอนนี้ถ้า Google เข้าใจแล้วว่าเว็บของคุณสามารถเข้าถึงได้แล้วและ “Indexed” เว็บของคุณในระบบแล้ว

ขั้นตอนต่อไปก็คือการที่ทำให้เว็บของคุณ เข้าใจง่ายสำหรับการค้นหาของ Google ครับ เรามาดูกันทีละตัวเลยครับว่ามีอะไรบ้าง

1.1 หัวข้อของบทความมีคำที่คุณอยากจะขึ้นหน้าแรก 

เช่น ในกรณีของเว็บไซต์เรา ผมอยากจะให้คำว่า “โฆษณา Facebook” ขึ้นหน้าแรกของ Google ครับ

ผมต้องทำยังไงให้ Google เขาเข้าใจเว็บเราได้ง่ายๆ และเห็นว่าบทความที่ผมเขียนนั้นคือบทความที่ Google เห็นว่ามันตรงกับคำที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาอยู่ และเป็นบทความที่เจ๋งพอที่จะขึ้นหน้าแรกครับ?

ผมต้องใส่คำว่า “โฆษณา Facebook” เข้าไปในหัวข้อครับผม

หัวข้อบทความ

คุณลองดูนะครับว่า Google เขามองยังไงครับ นี้คือผลลัพธ์ของคำว่า “วิธีการดูแลสุขภาพ” หน้าแรกของ Google ครับผม

หน้าแรกของ Google

จะเห็นว่าเว็บที่ขึ้นหน้าแรกนั้น จะมีคำที่ค้นหาอยู่ในนั้นทั้งหมดเลยครับ ขนาดคำว่า “วิธีการดูแลสุขภาพหู” ดันยังขึ้นมาด้วยเลยครับ

ถ้าคุณเป็นมือใหม่ คุณจะเห็นว่ามันเป็นแค่วิธีง่ายแบบโคตรๆ แต่จะช่วยให้เว็บของคุณขึ้นหน้าแรกได้เยอะเลยครับ

วิธีนี้อาจจะไม่ใช่วิธีเดียวที่ต้องทำนะครับ แต่เป็น 1 วิธีที่ไม่ทำไม่ได้ครับ ถ้าอยากจะขึ้นหน้าแรกสำหรับคำนั้นๆ ครับ

1.2 มีคำที่คุณอยากให้ขึ้นหน้า 1 อยู่ใน Paragraph แรก

ตัวนี้ก็สำคัญเหมือนกันครับ โดยเฉพาะตอนที่คุณทำ Content Marketing ด้วยการเขียนบทความครับ (ตัวนี้ผมค่อนข้างถนัดเลย ฮ่าๆ)

คุณต้องเขียนบทความที่ทำให้ Google รู้ว่าบทความนี้มันเป็นหัวข้อเดียวกับคำที่คนเขาใช้ค้นหากันครับผม

ตัวอย่างเช่น ถ้ากลุ่มเป้าหมายค้นหาคำว่า “วิธีแต่งหน้า” เว็บ Google ก็อยากจะให้มั่นใจว่าบทความที่แสดงให้กับคำค้นหานี้ มันตรงกับวิธีการแต่งหน้าครับ

เพราะฉะนั้นเขาจะไปดูที่ Paragraph แรก ของบทความของคุณครับว่ามันเกี่ยวกับอะไร ถ้ามีคำหรือ Keyword นั้นที่เขากำลังตามหาอยู่ Google ก็จะเห็นว่าบทความของคุณเป็นบทความที่น่าจะเป็นบทความที่ใช่ครับ

อย่างถ้าเป็นเว็บ ZOZAV ทุกครั้งที่ผมเขียนบทความ ผมต้องใช้คำหลักที่ผมอยากจะให้ขึ้นหน้าแรกเข้าไปใน Paragraph แรกๆ หรือช่วงต้นๆ ของบทความเลยครับ

Keyword ในบทความ ZOZAV

คุณจะเห็นว่าในช่วงแรกของบทความนี้ ผมใช้คำว่า “โฆษณา Facebook” ถึง 3 ครั้งครับ และบทความนี้เป็นบทความที่ขึ้นหน้าแรกของ Google เร็วมาก บทความหนึ่งของเราเลยครับผม

เรามาดูเว็บของ สสส นะครับ เพราะเขาอยู่อันดับแรกของหน้าแรกเลย เพราะฉะนั้นเขาต้องทำอะไรเจ๋งสักอย่าง

เว็บ สสส

เขาใช้คำหลักของเขาอยู่ที่ช่วงต้นของบทความเลยครับ เห็นไหมครับว่ามันมีผลเยอะแค่ไหนครับ?

เพราะฉะนั้นตอนที่คุณเขียนบทความ จำไว้นะครับให้เอาคำหลักของคุณอยู่ข้างบนของบทความเลยครับ

1.3 ปรับตัว URL ให้เข้าใจง่ายสำหรับ Google 

ตอนนี้คุณคงเข้าใจแล้วว่าเรากำลังพยายามสื่อสารกับ Robot อยู่ ไม่ใช่คนจริงๆ เพราะฉะนั้นเราต้องทำยังไงก็ได้ ให้เว็บของเราเข้าใจง่ายที่สุด “สำหรับ Robot” ครับ

อีกส่วนหนึ่งเลยที่สำคัญก็คือการทำให้ URL ของคุณมันเข้าใจง่ายสำหรับ Google ครับผม

ถ้าคุณยังใหม่อยู่และไม่แน่ใจว่า URL คืออะไร ผมจะอธิบายให้ฟังคร่าวๆ และถ่ายรูปมาให้ดูครับ จะได้เข้าใจกันไปเลยวันนี้ 555+

URL

ตัวนี้แหละครับคือตัว URL หรือเรียกง่ายๆว่า Link เนี้ยแหละครับ คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากแล้วใช่ไหมครับ? เพราะคนส่วนใหญ่น่าจะรู้ๆ กันอยู่แล้วว่ามันคืออะไร

ตัวนี้แหละครับ คือหนึ่งในตัวที่ Google พยายามเอามาทำให้ตัวเองเข้าใจว่าเว็บแต่ละเว็บมันคืออะไร เกี่ยวกับอะไรครับ (คือส่วนหนึ่งนะครับ)

เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากจะให้ Google เข้าใจคุณ คุณต้องพูดภาษา Robot ครับ นั่นก็คือการทำให้ตัว URL เข้าใจง่ายครับ

ZOZAV URL

นี้คือหนึ่งในบทความของผมที่ผมเขียนและโพสลงใน ZOZAV ครับ คุณจะเห็นว่าผมมีคำว่า “Facebook Ads” หรือแปลเป็นไทยก็คือ โฆษณาเฟสบุ๊คอยู่ในตัว URL ของผมด้วยครับ

รวมๆกับพวกหัวข้อของบทความและใน paragraph แรกของผม ผมก็มีคำหลักของผมที่อยากจะให้ขึ้นหน้าแรกอยู่เยอะเลยครับ

อย่างว่าครับ ถ้าอยากจะให้ Robot เข้าใจ ต้องพูดภาษาแบบ Robot ครับ

1.4 เว็บคุณต้องดูได้ในโทรศัพท์ด้วย 

จากการที่ผมไปลองดูตัวเลขพวกสถิติเกี่ยวกับคนใช้โทรศัพท์มือถือในการเล่นเน็ต ผมไม่ต้องบอกก็ได้ครับ แต่คุณก็คงรู้ว่าตัวเลขมันขึ้นไปเรื่อยๆ อยู่แล้วครับ

Mobile usage

ในเว็บที่ผมไปเจอมา เขาบอกว่ามากกว่า 80% ของการใช้เน็ตทั้งหมดจะกลายเป็นการใช้จากโทรศัพท์มือถือครับ

เพราะฉะนั้น Google ก็อยากจะให้เว็บของคุณดูในมือถือได้ด้วยครับ ถ้าเว็บดูในมือถือไม่ได้ คนก็จะรู้สึกไม่พอใจกับผลลัพท์ที่ Google แสดงให้ Google ก็อาจจะเสียชื่อไปด้วยครับ

ดังนั้นการที่เว็บสามารถดูในมือถือได้ถือว่าสำคัญมากๆ ครับ

เรามาดูกันครับว่าเว็บปกติแล้ว มันจะหน้าตาประมาณนี้ครับ นี้ผมเปิดใน MacBook 15 นิ้วนะครับ มันจะหน้าตาออกมาเป็นแบบนี้ครับ

ZOZAV Website ใน MacBook 15 นิ้ว

แต่ถ้าเราดูในมือถือ มันจะออกมาเป็นยังไงเอ่ย? เรามาดูกันครับว่าเว็บของเรามันจะออกมาเป็นยังไง

ZOZAV Website ในมือถือ

ออกมาเป็นแบบนี้ครับ เห็นไหมครับถึงแม้ดูในมือถือก็ยังดูแล้วเข้าใจง่ายมากๆ ครับ ถ้าเว็บที่ดูในมือถือไม่ได้ มันจะต้องซูมเข้าไปครับ ทำให้คนอื่นเสียอารมย์เอาง่ายๆ เลย

คุณก็คงจะเข้าใจนะครับว่าทำไม Google เขาถึงทำแบบนี้ เพราะเขามองว่าในอนาคตยังไงคนก็ใช้มือถือในการดูเว็บอยู่แล้วครับ

บริษัทใหญ่ๆ แบบนี้เขาจะมีวิธีการปรับเปลี่ยนโลกออนไลน์ของเขาครับ เหมือน Google เขาแค่เปลี่ยนระบบ (Algorithm) ของเขาให้เอาเว็บประมาณไหนขึ้นหน้าแรก คนก็จะต้องเปลี่ยนไปตามครับ

ถ้าเป็น Youtube บอกว่าเขาต้องการให้ได้วิดีโอแบบนี้ คนก็จะทำตามเพื่อที่จะให้ Youtube ช่วยให้คนเห็นวิดีโอของเขามากขึ้นครับ

ในนี้ก็เหมือนกัน Google ช่วยเราครับ เพราะเขารู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง เขาอาจจะปรับเปลี่ยนอนาคตไปในตัวด้วยครับ

1.5 ลิงค์เพจในเว็บตัวเองด้วย 

ช่วงหลังๆ Google ชอบให้เห็นว่าเว็บของคุณลิงค์หากันเองในเว็บเยอะๆ เรียกว่า Internal Linking ครับ

ลองให้ผมค้นหาคำว่า “ประวัติประเทศไทย” ดูนะครับ แล้วมาดูกันครับว่าเว็บไหนขึ้นอันดับแรกกันครับผม

Internal linking ของ Google

ใช่ครับ เว็บขวัญใจของนักเรียนเลยครับ นั่นก็คือ Wikipedia ครับ เรามาดูกันครับว่าบทความของ Wikipedia เขาเขียนอะไรกันยังไง

Wikipedia

มีลิงค์เต็มไปหมดเลยใช่ไหมครับ? มันดูแล้วเห็นแล้วตาลายไปหมดเลย ไอตัวที่ตัวหนังสือสีฟ้าๆ นี้เป็นลิงค์ที่ไปหน้าเพจอื่นภายในเว็บ Wikipedia ทั้งนั้นเลยนะครับ

Wikipedia

ลองเลื่อนลงมา ก็ยังเห็นเป็นเหมือนเดิมครับ เขาก็ยังมีลิงค์ภายในเพจเยอะเหมือนเดิมเลยครับ

เราจะเรียกได้ว่าเว็บ Wikipedia นี้เป็นเว็บเจ้าพ่อแห่งการทำ Internal Linking หรือทำลิงค์กันภายในเว็บเลยก็ว่าได้ครับ

อ่านไปไม่เท่าไหร่ก็ลิงค์อีกละ จริงไหมครับ? ผมไม่ได้บอกว่าเหตุผลที่เขาขึ้นหน้าแรกของเกือบทุกประเทศและภาษานั้นเป็นเพราะแค่ที่เขาทำ Lnternal Linking นะครับ แต่เป็นเหตุผลใหญ่เลยทีเดียวครับ

ทุกๆ ครั้งที่ผมเขียนบทความ ผมจะพยายามทำ Internal Linking เพื่อลิงค์กับเพจที่อยู่ในเว็บ ZOZAV ตลอดครับผม

แต่ผมไม่ได้บ้าเหมือน Wikipedia นะครับ ส่วนหนึ่งเลยก็เป็นเพราะว่าผมไม่ได้มีบทความเยอะขนาดเขาครับ 555+

Internal linking

ถ้าคุณเขียนบทความขึ้นมาหลังจากนี้เป็นต้นไป ผมแนะนำให้คุณทำ Internal Linking เยอะๆ นะครับ แต่อย่าทำจนมากเกินไปจนน่าเกลียดครับ

ถ้าคุณมีบทความเก่าๆ อยู่แล้ว ผมก็แนะนำให้คุณกลับไปทำ Internal Linking ให้กับบทความพวกนั้นด้วยนะครับ มันจะช่วยทำให้คุณได้คะแนนจาก Google ได้อีกเยอะเลยครับ

ขั้นตอนที่ #2: ทำให้ Google รู้ว่าเราดัง!

อย่างที่ผมเคยบอกไปตอนต้นของบทความนี้ครับว่า Google อยากจะดันให้เว็บที่ดังๆ ขึ้นหน้าแรกครับ เมื่อก่อนจะเน้นแต่ Backlinks ครับ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว

เพราะฉะนั้นเราเลยต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อจะให้ Google รู้ว่าเว็บของเราดังและเป็นที่น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับสำหรับคนที่ท่องเว็บครับผม

ในขั้นตอนนี้ ผมจะบอกคุณครับว่าทำยังไง Google ถึงจะมองว่าเว็บของคุณเป็นเว็บที่มีชื่อเสียงครับ

2.1 โพสบทความที่เจ๋งสุดๆ (ไม่มีคุณภาพ ไม่เอา)

สำหรับการเขียนบทความเนี้ย ผมจะเน้นหลายรอบมากครับว่าอย่าเขียนบทความที่มันไม่มีประโยชน์หรือเขียนขอให้ผ่านๆ ไปครับ

เรื่องความยาวของบทความนี้ ผมแนะนำให้คุณเขียนให้มากที่สุดที่จะอธิบายไอเดียที่คุณอยากจะอธิบายให้ได้ครับ

แต่ถ้าจะให้ดีต้องอย่างน้อยๆ 1,200 คำขึ้นไปครับ น้อยกว่านั้น Google จะมองว่าบทความของคุณไม่ได้เป็นบทความที่มีประโยชน์มากนักครับ

ลองคิดๆ ดูนะครับ ถ้าคุณค้นหาคำว่า “วิธีทำอาหารไทย” แล้วมีบทความหนึ่งยาวแค่ 250 คำ คุณคิดว่า Google จะคิดว่าบทความนี้ให้ความรู้ลงลึกไหมครับ?

คงไม่ จริงไหมครับ เพราะว่ามันแค่ 250 คำ มันจะไปลงลึกได้อย่างไร เพราะฉะนั้นอย่างน้อยๆ ขอให้มากกว่า 1,200 คำครับ

กราฟจาก Hook Agency

นี้คือกราฟที่ผมได้มาจากเว็บ Hook Agency ครับ ที่เขาไปสำรวจว่าบทความควรจะมีความยาวอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ถึงจะพอดีครับ

คุณจะเห็นว่ายิ่งบทความยิ่งยาว ก็จะยิ่งได้คนจาก Google มากเท่านั้นครับ

จริงๆแล้ว ผมเป็นคนที่ชอบใช้บริการที่อยู่ใน fastwork นะครับ ผมมั่นใจว่าหลายๆ คนก็ชอบเหมือนกันครับ

แต่ตอนที่ผมไปดูบทความเขาแล้ว รู้สึกแปลกๆ ครับ ถ้าไม่เข้าใจ ลองมาดูตามผมไปเรื่อยๆ ครับ เดี๋ยวผมจะเอาให้ดู​

fastwork

บทความนี้ครับ บอกว่า “เคล็ดลับ” เกี่ยวกับการรับมือรีวิวแย่ๆ ที่จะเกิดขึ้นสำหรับฟรีแลนซ์ครับ ฟังแล้วดูดีใช่ไหมครับ?

เมื่อเรารู้แบบนี้แล้ว ลองอ่านกันสักหน่อยครับว่าบทความนี้จะดีสักแค่ไหนกัน ในเมื่อเขาบอกว่า “เคล็ดลับ” ละ ก็แสดงว่าต้องดี จริงไหมครับ?

เคล็ดลับในบทความ

แม่เจ้า อ่านแล้วจะเป็นลม อันนี้หรือคือ “เคล็ดลับ” ของคุณ การที่บอกว่าอย่าคิดมากเนี้ยนะ เด็กป. 4 ยังให้คำแนะนำนี้ได้เลย มันเป็นเคล็ดลับตรงไหน

fastwork เป็นเว็บที่ดีนะครับ แต่เขาไม่สนใจเรื่องการทำ Content สักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ได้เป็นช่องทางโปรโมทเว็บหลักของเขาครับ

แต่บอกตรงๆนะครับ ถ้าเป็นผม ผมไม่ยอมให้บทความแบบนี้หลุดรอดออกมาได้หรอกครับ โดนผมสกัดตั้งแต่แรกละ

บทความแบบนี้มันมีผลเสียต่อ SEO ยังไงงั้นเหรอครับ?

คุณลองคิดตามผมนะครับว่าคุณเป็นคนที่กำลังหาข้อมูลความรู้อยู่ คุณกำลังเครียดเรื่องการเจอ Review แย่ๆ ที่คุณเห็นว่ามันไม่เป็นธรรม อยากจะทำอะไรสักอย่าง

คุณมาเจอบทความนี้ที่บอก “เคล็ดลับ” ส้น… อะไรไม่รู้ คุณคิดว่าคุณจะอ่านต่อไหมครับ?

คุณคงอ่านผ่านๆ เห็นว่ามันไม่เป็นประโยชน์ แล้วก็ปิดจริงไหมครับ? ตรงนี้แหละครับที่มันทำให้เว็บกลายเป็นเว็บที่ไม่มีคุณภาพในสายตาของ Google ครับ

เพราะถ้าเป็นเว็บที่มีคุณภาพจริงๆ เขาจะต้องอ่านยาวๆ สิจริงไหมครับ? คงไม่มีใครนั่งอ่านบทความแบบนั้นนานๆหรอกครับ เสียเวลาชีวิตครับ

ในเว็บ ZOZAV ของเรา โดยเฉลี่ยต่อวันแล้ว มีคนอ่านบทความของเรา 1.43 นาทีต่อวัน ต่อคนครับ

ZOZAV : All Web Site Data

คุณจะเห็นได้ว่ามันเยอะกว่าโควตามาตรฐานของคนไทยที่อ่านหนังสือกันโดยเฉลี่ยวันละ 2 บรรทัด (ใช่ไหมครับ? ผมอาจจะจำผิดๆ ถูกๆ 555+)

ผมไม่ได้พูดเพื่ออวดนะครับ ผมแค่อยากจะบอกว่าถ้าคุณมุ่งไปที่การพัฒนาบทความและ Content ของคุณให้มีคุณภาพดี คนก็อยากจะอ่านอยู่แล้วครับผม

บทความของคุณที่มีคุณภาพดีและคนอ่านนานๆนั้นมันจะดียังไงและช่วยให้คุณขึ้นหน้า 1 ของ Google ครับ?

ได้แน่นอนครับ เพราะว่าถ้าคุณมีบทความที่ดี มันจะทำให้ Google เห็นว่าเว็บของคุณคือผู้นำความคิดและเป็นผู้แจกจ่ายความรู้ครับ Google เขาชอบเว็บแบบนี้ครับ

เพราะว่าเขาอยากจะทำให้โลกแห่งการท่องเว็บเต็มไปด้วยความรู้ครับ สิ่งที่คุณจะหาก็อยากจะให้เจอมันตอนนั้นเลย

เพราะฉะนั้น ผมแนะนำให้คุณทำ Content ที่มันมีคุณภาพออกมาเยอะๆ ครับ เพื่อจะทำให้ Google เห็นว่าเว็บคุณมีประโยชน์ครับ เขาก็อยากจะดันขึ้นหน้า 1 เรื่อยๆ ครับ

2.2 ทำ Guest Post เพื่อจะให้ประโยชน์ (แถมได้ Backlinks)

ตัวนี้ก็เป็นส่วนที่สำคัญเหมือนกันครับ เพราะว่าโดยลำพังแล้ว คุณคงไปไหนได้ไม่ไกลครับ เพราะ Google ต้องการเว็บดังๆ

เว็บของคุณจะดังได้ยังไง ถ้าคุณเขียนบทความแค่ในเว็บของตัวเองเท่านั้นครับ จริงไหมครับ?

เพราะฉะนั้นการทำ Guest Post เป็นอะไรที่สำคัญมากครับในการที่คุณจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของคุณและเพิ่ม Backlinks + ความน่าเชื่อถือในสายตาของ Google เข้าไปด้วยครับ

สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่า Guest Post คืออะไร มันคือการที่คุณเอาบทความของคุณไปโพสต์ใน Blog ของคนอื่น เท่านั้นเองครับผม

ข้อดีของมันก็คือบทความของคุณจะได้มีคนเห็นมากขึ้น จากที่มีแค่คนในเว็บของคุณเห็น ตอนนี้ก็มีคนใน Blog อื่นเห็นไปด้วยครับ

ผมเองก็ทำ Guest Post อยู่หลายที่ครับ ที่ๆหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือ Growthbee ครับ เพราะว่าเจ้าของเว็บคุณ Perth เขาเป็นคนเก่งและอัธยาศัยดีครับ ผมก็เลยชื่นชอบในการเขียน Guest Post ให้กับ Growthbee

แต่ช่วงหลังๆ ยุ่งๆกับงานที่เขามาใน ZOZAV ก็เลยไม่ได้ไปเขียนมากนักครับ

Growthbee

บทความที่ผมเขียนให้กับ Growthbee ก็มีอยู่ประมาณ 4 บทความ ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ

Growthbee

แต่บทความนี้จะเป็นบทความที่ได้ Traffic เยอะที่สุดครับ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกันคนชอบมากๆ ครับ 555+

ถ้าใครอยากจะตามไปอ่านดู ตอนนี้บทความก็ยังอยู่นะครับ เข้าไปได้ในลิงค์นี้เลยครับ: https://www.growthbee.com/4-facebook-ads-techniques/

ลิงค์เข้ามาเว็บ ZOZAV อยู่ตรงนี้ครับผม

Link to ZOZAV Website

การทำ Guest Post มันทำให้เว็บ ZOZAV ได้ก้าวอันดับขึ้นไปถึงอันดับสูงสุดของคำหลักที่หินมากๆ อย่าง “โฆษณา Facebook” มาแล้วหลายรอบครับ (ขึ้นๆ ลงๆ)

ตอนนี้ถึงแม้ Google ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ Guest Post มากเท่าไหร่ (เพราะคน Spam เยอะเหมือนเดิม) แต่มันก็เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีมากเหมือนกันครับ

การที่คุณจะทำ Guest Post ให้มันได้ผลนั้น คุณต้องหาเว็บที่มีกลุ่มเป้าหมายคล้ายๆ กันกับคุณด้วยนะครับ เช่น ถ้าเว็บคุณเกี่ยวกับสุขภาพ ก็ควรเลือกเว็บอย่าง Thaihealth.or.th ครับ (แต่เขาจะให้โพสไหม ก็ขึ้นอยู่กับเขานะครับ)

ถ้าคุณเลือกเว็บมั่วๆ อาจจะมีผลเสียตามมาครับ เพราะ Google อาจจะมองว่าคุณเป็นคน Spam ระบบ อยากจะให้เห็นว่ามีลิงค์เยอะๆ ครับ เสียเลย

2.3 สร้าง Infographic มาเพื่อจะให้คนลิงค์หาเว็บคุณ

ตัวนี้เป็นเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่ค่อนข้างจะเจ๋งมากครับ การสร้าง Infographic ขึ้นมาเนี้ย ผมบอกเลยว่าคนที่เขียนบทความอย่างผม ต้องการอยู่แล้วครับ

เพราะฉะนั้น ถ้าผมมีโอกาสได้เขียนบทความที่จะมี Infographic ผมจะไปหาใน Google ครับและถ้าผมเอามาใช้ ผมก็จะให้ Backlinks เขาด้วยครับ นั่นก็คือการลิงค์กลับไปให้เขานั่นเองครับ

ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่า Infographic คืออะไร ผมจะไปเอาจากเว็บอื่นมาให้ดูนะครับผม แล้วจะได้เข้าใจไปพร้อมๆ กันครับ

ผมลองค้นหาคำว่า “ผ่อนธนาคาร” ให้ดูครับ

Infographic

ที่ผมวงเอาไว้ ถือว่าเป็น Infographic หมดเลยครับผม จะเห็นได้ว่า Infographic มันก็คือข้อมูลที่เอามาทำให้ดูง่ายๆ แบบนี้แหละครับ

Credit : Krungsri.com

นี้ผมเอาจากเว็บ Krungsri.com มาให้ครับ จะเห็นได้ว่าผมต้องใส่ Credit ไปให้เขาด้วยครับ ไม่อย่างนั้นอาจจะถือว่าขโมยงานของเขามาใช้ครับ คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดมากอะไร แต่ผมคิดว่าเขาทำมาแล้ว ก็ให้ Credit เขาหน่อย

คุณจะเห็นว่าผมได้ให้ Backlinks ให้กับ Krungsri เรียบร้อยแล้วครับ เขาได้Backlinks ไปแบบฟรีๆ เลย จริงไหมครับ?

เพราะฉะนั้นการทำ Infographic ออกมาแบบนี้จะสามารถทำให้คุณได้ Backlinks ได้แบบง่ายๆ ฟรีๆ เลยครับ เพราะคนที่ต้องการเอาไปใช้ก็ต้องให้ Backlinks คุณกลับครับ

ถ้าคุณคิดว่า “เห้ย ไม่รู้จะทำยังไง จ้างเขาก็ไม่มีงบเยอะ ทำยังไงดี?” ไม่ต้องห่วงครับ ผมเองก็เคยทำ Infographic มาเหมือนกันครับ

ผมจะบอกอะไรให้นะครับ ผมเองไม่ได้เก่งเรื่องการทำ Graphic เลยครับ แต่ผมทำออกมาได้ยังไง ผมมีอะไรพิเศษกว่าคนอื่นเหรอ?

จริงๆ แล้ว ไม่มีครับ ผมใช้เว็บ Canva.com เพื่อทำ Infographic ครับ ที่เจ๋งไปกว่านั้นคือคุณสามารถใช้ได้ “ฟรี” นะครับ

Canva.com

ตอนคุณเข้าไป เขาจะมี Template ให้เยอะๆ แบบนี้ครับ คุณสามารถเลือกเอาอันไหนก็ได้ แล้วลองเอามาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสิ่งที่คุณต้องการครับผม

ใส่ตัวหนังสืออะไรเข้าไปสักหน่อยให้มันดูดีแค่นั้นก็เจ๋งแล้วครับ เห็นไหมครับ ไม่ได้ยากเลย แค่นี้คุณก็สามารถสร้าง Backlinks ได้แบบง่ายๆ ชิวๆ แล้วครับผม

2.4 ติดต่อให้คนลิงค์หาบทความของคุณ​

วิธีนี้เป็นวิธีที่ผมคิดว่าได้ผลน้อยที่สุดครับ เพราะหลายๆคนไม่ยอมลิงค์ให้ แต่ถ้าได้ลิงค์มาก็ถือว่าคุ้มครับ เพราะว่ามันสามารถช่วยเว็บได้เยอะเหมือนกันครับ

วิธีการนี้ก็เป็นอะไรที่เข้าใจไม่ยากครับ อันดับแรกสิ่งที่คุณควรจะต้องทำก็คือการที่คุณหาว่ามี Blog ไหนบ้างที่เขาเขียนบทความอะไรที่คุณคิดว่าเขาสามารถลิงค์หาคุณได้

สมมุติว่า ผมเองเป็นคนที่ทำ Blog เกี่ยวกับชาเขียว และผมอยากที่จะได้ Backlinks ให้กับบทความที่เกี่ยวกับชาเขียวของผมต้องทำยังไงครับ?

อันดับแรก ผมต้องไปหาเว็บที่เขาเขียนเกี่ยวกับชาเขียวก่อนครับ ต้องเป็นเว็บที่มีชื่อเสียงด้วยนะครับ เว็บทั่วไปเราเอาไว้ก่อนครับ

ผมค้นหาคำว่า “วิธีชงชาเขียว” เข้าไปใน Google ครับ ผมก็ได้ผลลัพธ์มาประมาณนี้เลยครับผม

Google Search

ผมเห็นว่าเว็บแรกนี้ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงเลย (kapook.com) ผมก็เลยบอกกับตัวเองว่า “เอาว่ะ ลองเข้าไปดู”

ผมก็เลยเข้าไปที่เว็บนี้เลยครับ ไปดูว่าเราจะสามารถบอกให้เขาช่วยให้ Backlinks ของเรายังไงดีครับ

kapook.com

ผมอาจจะเห็นว่าผมมีบทความที่เกี่ยวกับ “ชาเขียวนมสดเย็น” ที่เขาน่าจะสนใจชื่อว่า “ความอันตรายของการกินชาเขียวนมเย็น เยอะไป!!” อะไรประมาณนี้ครับ

ผมเลยคิดว่าเขาน่าจะสนใจ ขั้นตอนต่อไปก็คือการที่ทักเขาเข้าไปคุยครับ ดูว่าเขาจะสนใจไหมนะ ที่จะลิงค์ให้กับบทความชาเขียวนมสดเย็นของผม

ผมก็เลยลงไปที่ใต้เว็บของเขาและคลิกเพื่อเข้าไปติดต่อกับเขาครับ

kapook.com

ผมก็จะส่ง Email ไปให้เขาเพื่อให้เขาพิจารณาดูว่าบทความของผมน่าจะดีสำหรับคนอ่านของเขาหรือเปล่าครับ

แต่ถ้าเป็นเว็บใหญ่ๆ ส่วนใหญ่แล้วเขาจะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ครับ ผมแนะนำให้คุณติดต่อพวก Blogger โดยตรงครับ คนที่มี Blog เป็นของตัวเองและทำ Blog เอง คนพวกนี้จะสนใจเกี่ยวกับคนอ่านของเขามากกว่าเว็บใหญ่ๆ ครับ

วิธีการนี้ไม่ค่อยยากเท่าไหร่ครับ แต่อาจจะใช้เวลาหน่อยเพราะว่าต้อง Email หรือหาทางติดต่อไปทีละคนครับ

ขั้นตอนที่ #3: สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (หลีกเลี่ยงทุกกรณี)

เราได้พูดถึงสิ่งที่เราควรทำเพื่อจะทำให้เว็บของคุณขึ้นไปอยู่หน้าแรกของ Google แล้วนะครับ แต่อีกอย่างหนึ่งที่ยังไม่ได้พูดถึงและขาดไม่ได้เลยก็คือ “สิ่งที่ห้ามทำ” ครับ

เพราะว่าเอาตรงๆ เลย ตัวผมเองก็อยากจะมีความรู้นี้เหมือนกันตอนที่กำลังเริ่มทำ SEO ใหม่ๆ ครับ เพราะตอนนั้นทำผิดอะไรไปหลายอย่าง จนทำให้เว็บผมเสียไปเลย

ผมเลยไม่อยากจะให้คุณทำผิดๆ เหมือนที่ผมทำครับ เพราะฉะนั้นขั้นตอนนี้เลยสำคัญมากในความคิดของผมครับ

ถ้าไม่มีอะไรแล้ว มาเริ่มกันเลยครับ

3.1 อย่าซื้อBacklinks  มั่วๆ โดยไม่ได้ศึกษาก่อน

เห็นใช่ไหมครับว่าผมไม่ได้บอกว่าอย่าซื้อ Backlinks เลย แต่ผมบอกว่าอย่าซื้อมั่ว ไม่ว่าคนที่ขายให้คุณนั้นจะมีความรู้หรือเชี่ยวชาญแค่ไหน

ถ้าคุณจะซื้อลิงค์ คุณต้องเข้าใจก่อนแล้วลิงค์นั้นคือลิงค์อะไร มันจะมีผลดีและผลเสียอะไรยังไงให้กับเว็บของคุณโดยรวมครับ

เพราะว่ามันเป็นเว็บของคุณ ถ้าเกิดว่าคุณซื้อลิงค์ไม่ดีมาแล้ว เว็บคุณตกอันดับใน Google และส่วนใหญ่ คุณไม่มีทางได้อันดับกลับคืนมาด้วยครับ

แต่คนขายเขาไม่ได้เสียอะไรด้วยนะครับ เขาก็ขายลิงค์ของเขาได้ตามปกติ สร้างรายได้ให้ตัวของเขาไปเรื่อยๆครับ

ลิงค์ขายของใน Google

อย่างลิงค์พวกนี้ที่ขายๆ กัน คุณคิดว่าเงินแค่ $10 หรือ 330 บาทโดยประมาณจะทำให้เว็บของคุณขึ้นหน้า 1 ได้เหรอครับ?

แล้วลิงค์เดียวกันที่เขาขายเนี้ย เขาขายให้กับกี่เว็บครับ? ทำไม Google เขาจะตรวจสอบไม่ได้ เขามี Robot เขาตรวจดูทุกเว็บอยู่แล้วครับ

ลิงค์ขายของใน Google

นี้ผมเข้าไปดูใน Fiverr ครับ ดูสิครับว่าแต่ละบริการมันก็น่าสนใจดี อ่านๆดูแล้วจากรายละเอียดที่คนขายให้ คุณจะเห็นว่ามันดูน่าสนใจดี

คนขายที่ขายถูกๆ แบบนี้ ผมบอกเลยครับว่าส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจที่จะทำให้เว็บคุณขึ้นหน้าแรกหรอกครับ เขาต้องการเพียงแค่จะขายลิงค์เฉยๆ ครับ ขายเสร็จ เงินเข้ากระเป๋าก็จบงานของเขาครับ

การทำ SEO ผมมองว่ามันเป็นการตลาดที่ต้องหวังผลระยะยาวนะครับ ไม่สามารถจะหวังผลเร็วๆ ได้ครับ

ดังนั้นจำคำของผมไว้นะครับ ถ้าอยากจะซื้อ Backlinks มันไม่ใช่เรื่องที่แย่ครับ (แต่ Google ไม่แนะนำให้ซื้อ) แค่คุณต้องศึกษาให้ดีๆ ก่อนครับว่า Backlinks ที่คุณจะซื้อมันเป็นอะไรยังไงครับ

ถ้าคุณศึกษาดีแล้ว และคิดว่ามันเป็นอะไรที่คุณต้องการและจำเป็น คุณก็สามารถซื้อได้เลยครับ แต่ถ้าไม่ ก็อย่าเพิ่งซื้อครับ จะเสียใจภายหลังเปล่าๆ ครับ

3.2 อย่าใส่ Keywords เยอะเกินไปในบทความ

ตัวนี้ก็เป็นปัญหามาเยอะเหมือนกันครับ Google จะไม่ชอบเว็บไหนที่พยายามทำให้เว็บตัวเองดีแต่กับ Google แต่คนอ่านแล้ว ไม่โอเค อ่านไม่รู้เรื่อง

การใส่ Keywords คือ คำหลักๆ ที่คุณอยากจะให้ขึ้นหน้าแรกของ Google เยอะเกินไปนั้นเขาเรียกว่า “Keyword Stuffing” ครับ

ถ้าแปลเป็นภาษาไทยทั่วไปเลยก็คือการยัดคำเข้าไปในบทความเยอะๆ เพื่อจะให้ Google เห็นนั่นแหละครับ

ถ้าคุณยังไม่ค่อยเห็นภาพเท่าไหร่ว่า Keyword Stuffing มันเป็นยังไง ผมจะเอาตัวอย่างมาให้ดูครับผม

Credit : Medium

คุณจะเห็นว่า Keyword มันเยอะแยะเต็มไปหมด บรรทัดหนึ่งเห็นมีหลายตัวเลย จริงไหมครับ? นี้แหละครับคืออะไรที่ Google เกลียดมากๆ ครับ


Credit : marketinghub.today

นี้คืออีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมได้มาจาก Marketinghub ครับ จะเห็นว่าคำว่า Red Apples มันเยอะจริงๆ

เหตุผลที่ Google เกลียดการที่คนทำแบบนี้เพราะว่าคนอ่านแล้วมันจะไม่สนุกครับ มันมี Keywords เยอะขนาดนี้มันทำให้อ่านแล้วไม่เลื่อนเหมือนกับบทความทั่วไปครับ

แบบนี้เขาเรียกว่าคนเขาเขียนให้กับ Robot อ่านครับ ไม่ใช่ให้คนอ่าน

เพราะฉะนั้นถ้าคุณเขียนบทความขึ้นมา จริงๆแล้ว ผมแนะนำให้คุณใส่ Keywords ตามที่ตั้งใจเลยครับ ไม่ต้องไปห่วงมัน ขอแค่ให้มันไม่เยอะเกินไปก็พอแล้วครับ

อย่างที่ผมเขียนบทความในแต่ละครั้ง ผมไม่เคยนึกถึงจำนวน Keywords ที่ผมใส่เข้าไปเลยสักครั้งครับ เขียนให้ดีที่สุดและให้คนอ่านแล้วเข้าใจที่สุด ผมก็พอใจแล้วครับ

Keywords ในบทความ

จะเห็นว่าผมไม่ได้ใส่ Keywords อะไรให้มันดูน่าเกลียดเลย แต่ผมเขียนตามที่ผมอยากจะเขียนเท่านั้นครับ

Google Search

นี้คือบทความที่ผมเขียนให้กับ ZOZAV เกี่ยวกับ Facebook Pixel ครับ จะเห็นว่า Google เห็นว่าบทความของผมดีกว่าบทความของ Facebook เองด้วยซ้ำไปครับ

ดูหัวข้อบทความก็บ้านๆ การเขียนก็ไม่ได้ดีขนาดนั้นครับ ผมไม่ได้เขียนให้กับ Robot อ่านครับ ผมเขียนแชร์ความรู้ให้กับคนทั่วไปเข้าใจเกี่ยวกับ Facebook Pixel ครับ

เพราะฉะนั้น Google เลยเห็นว่าบทความที่ผมเขียนคนชอบและแชร์กันเยอะครับ เขาเลยให้ผมขนอันดับสูงกว่าเว็บ Facebook ครับ พอจะเห็นภาพใช่ไหมครับ?

3.3 Backlinks ต้องมาจากเว็บที่อยู่ในประเภทเดียวกัน

Google เขามีระบบที่ตรวจจับ Spam Links ดีมากครับ เพราะว่า Google Search ตอนนี้ก็ยังเป็นระบบที่สำคัญสำหรับเขาครับ

เพราะฉะนั้นการที่เขาจะให้เว็บที่ดีที่สุดและเป็นประโยชน์ที่สุดขึ้นหน้าแรกของเขาในแต่ละคำนั้น เขาก็ต้องจริงจังกับจุดนี้มากๆ ครับผม

ดังนั้นในแต่ใน Backlinks ที่คุณได้มา เขาจะมี Web Crawler เข้ามาเช็คเว็บและลิงค์ครับว่าเป็นลิงค์ที่มาจากไหน อยู่ในประเภทเดียวกันกับเว็บของคุณหรือเปล่า

ผมจะอธิบายให้คร่าวๆนะครับ เช่น ถ้าเว็บของคุณเกี่ยวกับอาหารทะเล และลิงค์ที่คุณได้ส่วนใหญ่มาจากเว็บที่เกี่ยวกับหนังจีน คุณคิดว่า Google จะคิดยังไงครับ?

เขาก็ต้องคิดว่าคุณกำลังซื้อ Backlinks ที่มันไม่มีคุณภาพเพื่อที่จะขึ้นหน้า 1 อยู่ครับผม เขาก็อาจจะลงโทษเว็บของคุณโดยการที่ไม่ให้ขึ้นอันดับเลยก็ได้ครับ (ผมเคยโดนมาก่อน 555+)

Spam Backlinks

ดูอย่างตัวนี้ครับ บทความมันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับเว็บนี้เลย แต่ก็เอามาเพิ่มลิงค์ตรงนี้เพราะเพียงเพราะว่าอยากจะได้ลิงค์เฉยๆ

เว็บที่ลิงค์ไป โดนลงโทษแน่นอนครับ แต่ไม่ใช่แค่ว่า 2–3 ลิงค์จะโดนลงโทษนะครับ Google ต้องจับได้ด้วยว่าคุณเป็นคนซื้อครับ คุณถึงจะโดน

เพราะฉะนั้นอยากจะได้ Backlinks ให้ไปเอาจากเว็บที่อยู่ในประเภทเดียวกับเว็บของคุณนะครับ ถ้าไม่อย่างนั้นคุณอาจจะเสียมากกว่าได้ ก็ได้ครับ

3.4 อย่าซื้อลิงค์หรือเอาลิงค์จากเว็บที่ขายลิงค์โดยตรง (หรือแจกลิงค์)

เว็บพวกนี้จะเป็นเว็บที่เขาแจก Backlinks หรือขายถูกๆ ครับ จำส่วนที่ผมพูดข้างบนนี้ได้ไหมครับ ที่ว่ามีหลายๆที่ๆ เขาขายลิงค์ถูกๆ ครับ?

เขาไปเอาลิงค์มาจากเว็บพวกนี้แหละครับ ถึงแม้คุณจะได้ลิงค์เยอะจริงๆ แต่ก็ใช่ว่ามันจะทำให้เว็บของคุณดูดีในสายตาของ Google ครับ

ในทางกลับกันอาจจะดูแย่ขึ้นมากก็ได้ครับ เพราะว่า Google มองว่าเว็บคุณเป็น Spam แทนที่จะเป็นเว็บที่ดังและมีชื่อเสียง

เว็บประมาณนี้เขาเรียกว่า Link Farm ครับ นั่นก็คือฟาร์มที่เขาใช้ผลิตลิงค์เพื่อแจกจ่ายนั่นแหละครับ ถ้าแปลง่ายๆ เลย

Link Farm

ลิงค์ข้างซ้ายพวกนี้ มันถือว่าเป็น Farm Links หมดเลยครับ ลิงค์พวกนี้ไม่มีประโยชน์หรอกครับ มันจะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีแต่เสียครับ

เพราะฉะนั้นถ้าคุณเห็นว่าลิงค์ของคุณมาจากเว็บแบบนี้ คุณควรที่จะส่ง Email หรือหาทางติดต่อเจ้าของเว็บให้เอาลิงค์ของคุณออกให้ได้ครับ

เว็บที่แจกลิงค์ไปเยอะๆ ให้กับหลายๆเว็บ ในสายตาของ Google แล้ว เขามองว่าเป็นเว็บที่ไม่มีความน่าเชื่อถือครับ

เพราะว่าเว็บที่มีความน่าเชื่อถือเขาไม่ปล่อยลิงค์ไปเยอะขนาดนี้ให้กับหลายคนขนาดนี้หรอกครับ จริงไหม?

เพราะฉะนั้นตอนคุณซื้อลิงค์หรือขอลิงค์มา คุณต้องระวังตรงจุดนี้ด้วยครับ

ถึงตาคุณ เอาไปลองทำแล้ว!

อย่างที่คุณอ่านมาครับ ผมได้บอกตลอดว่าการทำ SEO นั้นไม่ใช่เรื่องยากครับ ถ้าคุณหวังว่าคุณอยากจะพัฒนาเว็บของคุณจริงๆ และหวังผลระยะยาว

แต่ถ้าเมื่อไหร่ คุณคิดว่าคุณอยากจะหวังผลระยะสั้นกับ SEO มันไม่ค่อยได้ผลหรอกครับ เพราะว่าถ้าผลระยะสั้นที่จะได้ ส่วนใหญ่มันจะเป็นการ Spam ทั้งนั้นครับ มันจะมีผลเสียมากกว่าได้ครับ

จริงๆ การทำ SEO มันคือ Common Sense ครับ ไม่ต้องสอนอะไรมากก็ทำเองได้ครับ เพียงแต่ต้องเข้าใจกระบวนการคิดของ Google ครับ ว่าเขาต้องการจะพัฒนาโลกออนไลน์เป็นแบบไหน

ถ้าคุณเข้าใจเขาแล้ว มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากอีกต่อไปครับที่คุณจะสามารถขึ้นหน้าแรกของ Google ได้แบบง่ายๆ (แต่ก็ขึ้นอยู่กับคู่แข่งอีกที)

ผมจะมาสรุปคร่าวๆ ให้ฟังก่อนจะจบบทความนี้นะครับ

สิ่งที่คุณต้องทำ: 

  • ทำให้เว็บไซต์โหลดเร็ว คนจะได้ไม่กดหนี (คนสมัยนี้ใจร้อน)
  • เว็บต้องสามารถดูในโทรศัพท์ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ตอนนี้ใช้โทรศัพท์แล้ว
  • ทำให้ Headline ของคุณมีคำหลักที่อยากจะให้ขึ้นหน้าแรก
  • Keyword หลักต้องอยู่ใน Paragraph แรกของบทความ
  • ปรับ URL ให้เข้าใจง่ายและมี Keyword ในนั้น
  • มี Internal Linking ภายในเว็บของตัวเองเยอะๆ
  • ทำ Guest Post เพื่อหาลิงค์ที่มีคุณภาพ
  • ทำบทความเจ๋งๆ เท่านั้น บทความที่ไม่ได้เรื่องอย่าโพส
  • สร้าง Infographics ขึ้นมาเพื่อให้ Blogger ลิงค์มาหาคุณ

สิ่งที่คุณต้องหลีกเลี่ยง

  • อย่าซื้อลิงค์จากแหล่งที่ไม่มีคุณภาพ
  • การซื้อลิงค์แต่ละครั้ง ต้องศึกษาให้ดีก่อนว่ามันคืออะไร
  • อย่าเชื่อใครที่บอกว่าจะทำ SEO ให้คุณได้ ศึกษาด้วยตัวเองก่อน
  • อย่าซื้อหรือเอาลิงค์จากเว็บที่แจกลิงค์หรือขายลิงค์ถูกๆ
  • อย่าใส่ Keywords เยอะเกินไปในบทความ (Keyword Stuffing)

ความรู้พวกนี้ที่ผมแชร์ให้คุณในวันนี้ ผมมั่นใจครับว่าคุณจะสามารถเอาไปใช้และเกิดประโยชน์ให้กับเว็บของคุณแน่นอนครับ

ผมเขียนบทความนี้ค่อนข้างจะเร็วครับ ถ้าขาดตกอะไรไป แจ้งผมได้เลยนะครับ ฮ่าๆ ผมเองบางทีก็เบลอๆ

ถ้าคุณลงมือทำแล้ว ได้ผลอะไรยังไง มาแชร์ให้ผมฟังหน่อยนะครับ สำหรับวันนี้ ขอให้โชคดีและรวยๆ ขึ้นครับผม

Joe Jitnarin

Co-founder at ZOZAV
ผู้ร่วมก่อตั้ง zozav.com และบริษัท Global Digital Ad, Co. Ltd. ขณะนี้เป็นที่ปรึกษาให้กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในไทยกว่า 14 บริษัท และสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ SME ในไทยมากกว่า ฿37.2 ล้านบาท โดยใช้โฆษณา Facebook และ Google
SEO
Previous reading
วิธีทำโฆษณา Instagram & สร้างกลุ่มเป้าหมายขั้นสูง (สำหรับมือใหม่) 
Next reading
7 เทคนิคไว้ทำโฆษณา (Facebook)ให้กับ ”สินค้าเสริมความงาม”